ชวนระทึกในทันทีเมื่อ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย “ปูด” หรือเปิดประเด็นขึ้นมา
ร.ต.อ.เฉลิมฟันธงว่า คดีคนร้ายทุบทำร้ายร่างกายน้องจ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักกิจกรรมทางการเมืองจนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีเหตุมาจากเรื่องการเมืองเท่านั้น
“ผู้มีอำนาจ ไม่สามารถจะทนรับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เห็นต่างทางการเมือง”
ที่แหลมคมน่าสนใจยิ่งขึ้นไปกว่านั้นคือ ร.ต.อ.เฉลิมปูดว่า 2 ใน 4 คนร้ายที่ทุบจ่านิวไปพักหรือไปซุกอยู่ในบ้าน “นายตำรวจ”
ใช่หรือไม่ใช่ จริงหรือไม่จริงก็ชวนให้สนใจ เพราะถ้า “คนร้าย” สามารถเข้าไปซุกอยู่ในบ้านนายตำรวจได้ก็เป็น “เรื่องใหญ่” !
ตำรวจมีอาวุธ มีกำลังพล มีกฎหมายในมือ ถ้าไม่ทำหน้าที่ ไม่อำนวยความยุติธรรมก็จะกลายเป็นเสมือนกองกำลังอันธพาลเป็น
กองโจรที่น่ากลัวยิ่งกว่าโจรผู้ร้ายทั่วไป
ประเด็นอยู่ที่ ไม่ต้องเชื่อ หรือไม่เชื่อ
แต่ต้องสืบเสาะติดตาม “หาร่องรอย” จากการชี้ช่องของ ร.ต.อ.เฉลิมกันต่อไป
ช่องต่อมา ร.ต.อ.เฉลิมชี้ว่า ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สั่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้เปลี่ยนหัวหน้าชุดทำคดี “ทุบจ่านิว” เป็น พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.
ข้อนี้ก็ชวนคิดอีก
ทำไม ร.ต.อ.เฉลิม มองข้าม พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งก็ถือได้เป็นนักสืบมือดีคนหนึ่ง
หรือ “ถ้า” จะเน้น “ประสิทธิผล” ตรงไปตรงมา เอาให้ตายยกรัง! ทำไมไม่แนะให้แต่งตั้ง พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ที่ครบเครื่องเรื่องสืบสวนเป็น “หัวหน้าชุดคลี่คลายคดี”
พิจารณาท่วงท่าลีลาของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิมทั้งหมดแล้วชวนให้สงสัยว่า ในการปูดประเด็น 2 ใน 4 คนร้ายซุก “บ้านนาย” ของ ร.ต.อ.เฉลิมนั้น น่าจะซ่อนนัยยะเอาไว้มากมาย
หนึ่ง คดีส่อเค้าคว้าน้ำเหลว
สอง ถ้าจับตัวคนร้ายได้ หลักฐานก็อ่อนยวบ
สาม ถ้าจับคนร้ายได้ จะสารภาพทันที แต่พอขึ้นศาลปฏิเสธสุดสุด
สี่ ถ้าการปูดนี้มีมูลความจริง แสดงว่า “นาย” คนนั้นต้องใหญ่พอ แต่โฉ่งฉ่าง เฟอะฟะ ทั้งยังอยากจะเป็นใหญ่ขึ้นไปอีก
“ปม” ปัญหาการเมืองมากมายในทุกวันนี้ล้วนแต่มาจากความทะเยอทะยานอยากของ “ผู้มีอำนาจอยู่แล้ว” มีกินล้นเหลืออยู่แล้ว
แต่ไม่รู้จักพอ จะไปต่อ จะเอาอีก จึงต้องก่อกรรมกันจนเป็น “อาชญากรรม” !?!!

