อย.เล็งเอาผิดเจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีส่วนผสม “ลอร์คาเซริน” ชี้เป็นยาอันตราย จ่อยกระดับเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

5.07.19 | 15:03 น.

ความคืบหน้ากรณี สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รับตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลักษณะแคปซูลสีขาวในแผงอลูมิเนียมพลาสติก จำนวน 180 แคปซูล และตัวอย่างจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ลักษณะผงสีน้ำตาล สีขาว และสีดำ บรรจุขวด น้ำหนักรวม 70 กิโลกรัม ไปตรวจพิสูจน์เพื่อหาสารไซบูทรามีน ยา และวัตถุออกฤทธิ์ แต่จากการตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการไม่พบไซบูทรามีน แต่พบยาลอร์คาเซริน ซึ่งเป็นยาควบคุมน้ำหนักที่ยังไม่มีจำหน่ายและไม่เคยพบมาก่อนในประเทศไทย อีกทั้งหากใช้จะเสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพเพราะมีผลข้างเคียงนั้น

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ อย. เปิดเผยว่า ขณะนี้รอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์ฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อเตรียมรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ไปดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ทั้ง อย. และ บก.ปคบ. ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีไซบูทรามีน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 1 เป็นส่วนผสม จึงส่งให้กรมวิทยาศาสตร์ฯ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ

“แต่ปรากฎว่าไม่พบไซบูทรามีน กลับพบลอร์คาเซริน ซึ่งเป็นยาลดความอ้วนแทน ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ล็อตดังกล่าวยังถูกอายัดไว้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อเอาผิดต่อไป” ภญ.สุภัทรา กล่าวและว่า สำหรับยาลอร์คาเซริน เป็นยาแผนปัจจุบันที่ใช้สำหรับควบคุมน้ำหนัก ซึ่งมีขายในต่างประเทศ ทั้งนี้ยาดังกล่าวออกฤทธิ์ที่ประสาทส่วนกลางเพื่อควบคุมความอยากอาหาร แต่มีผลข้างเคียงสูงมาก ทั้งต่อหัวใจที่อาจทำให้ลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือหากใช้ไปนานๆ อาจจะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า อีกทั้งมีผลข้างเคียงต่อตับและไต ดังนั้น ในต่างประเทศหากจะมีการใช้ยาตัวนี้จะต้องมีแพทย์สั่งใช้และอยู่ในความดูแลของแพทย์เพราะควบคุมปริมาณการใช้ด้วย จึงขอเตือนผู้บริโภคที่ต้องการจะลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนักว่า วิธีการที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร

ภญ.สุภัทรา กล่าวอีกว่า ขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีการขึ้นทะเบียนยาลอร์คาเซริน อีกทั้งเนื่องจากยาชนิดดังกล่าวมีผลข้างเคียงสูง และมีอันตรายเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าไซบูทรามีน ล่าสุดกองควบคุมวัตถุเสพติด อย.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพิจารณายกระดับให้ยาลอร์คาเซรินเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมเอกสารหลักฐาน คาดว่าจะมีการประกาศบังคับใช้ในเร็วๆนี้