ข้อกำหนดกรุงเทพฯ ป้องกันหญิง กับปม ‘ค้นลึก’

2.06.16 | 12:00 น.
IMG_5641
                                                                           ห้องเด็ก เรือนจำจังหวัดภูเก็ต

หลังจากโพสต์สเตตัสบอกเล่าเรื่องราวชีวิตไม่กี่ชั่วโมงที่ประสบในทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพฯ ของ น.ส.กรกนก คำตา นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 เรื่องห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ถูกอัยการสั่งฟ้องและนำตัวส่งไปยังเรือนจำ ก่อนศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ปรากฏเป็นอาฟเตอร์ช็อกในแง่สิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังหญิงกับการทำงานของกรมราชทัณฑ์

จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ปฏิบัติตาม ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ

ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวริเริ่มโดย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงริเริ่มโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เมื่อปี 2549

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้อธิบายถึงข้อกำหนดกรุงเทพฯว่า เป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง มี 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1.เป็นมาตรฐานสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยโดยเฉพาะพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงผลักดันให้เกิดขึ้นและเป็นที่ยอมรับ

“2.เป็นข้อกำหนดที่ใช้สำหรับผู้ต้องขังหญิง จากปกติที่มีกำหนดแมนเดลา (Mandela Rule) ของสหประชาชาติ แต่ข้อกำหนดกรุงเทพฯจะเน้นลักษณะเฉพาะของผู้หญิง ที่มีเรื่องสุขภาพอนามัย การทำหน้าที่แม่ และบทบาทต่อครอบครัว

Advertisement

3.การบริหารจัดการระบบเรือนจำ เมื่อผู้หญิงถูกจำกัดเสรีภาพ ทำอย่างไรจะดูแลและปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์มาอยู่ในเรือนจำ คลอดแล้วต้องทำอย่างไร ข้อกำหนดกรุงเทพฯวางหลักการไว้กว้างๆ แต่ของไทยที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงริเริ่มไว้ จะมีห้องดูแลเด็กที่ติดมาในครรภ์ เด็กคลอดภายหลัง โดยจะดูแลถึงอายุ 3 ปี ระหว่างนั้นประสานกระทรวงสาธารณสุขมาช่วย มีโปรแกรมพิเศษให้ผู้ต้องขังหญิงเตรียมพร้อมก่อนคลอด” นายชาญเชาวน์บอก

และว่า 4.ต้องมีมาตรการลดปริมาณผู้หญิงเข้าสู่เรือนจำ รวมถึงมาตรการไม่ควบคุมตัวผู้หญิงให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่ใช่การละเว้นการลงโทษผู้กระทำผิด แต่พยายามใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสม โดยดูประวัติย้อนหลังเพื่อหาสาเหตุความผิด ที่อาจเกิดจากความกดดัน ได้รับความรุนแรงในครอบครัว หรือปัญหาความยากจน นำมาประกอบการวินิจฉัยก่อนศาลพิพากษา

นายชาญเชาวน์บอกอีกว่า ข้อกำหนดกรุงเทพฯมีมา 10 ปี ที่ผ่านมาพยายามใช้ให้มากที่สุดแล้ว แต่หลายส่วนยังทำไม่ได้จริง เช่น ที่คุมขังผู้หญิงโดยเฉพาะ ปัจจุบันเรามีทัณฑสถานหญิง 4-5 แห่ง นอกนั้นยังเป็นลักษณะเรือนจำที่มีผู้ต้องขังชายและหญิงปนๆ กัน เพียงแต่มีที่กั้นไว้

ขณะเดียวกันนายชาญเชาวน์ยังอธิบายต่อข้อกำหนดกรุงเทพฯกับกรณี น.ส.กรกนกที่เป็นข่าวว่า อาจกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานการเป็นผู้หญิง ในเรื่องการค้นตัวและการล้วงอวัยวะเพศ ซึ่งในข้อกำหนดกรุงเทพฯระบุให้ทำได้ใน 3 กรณี ได้แก่ 1.ไม่มีวิธีทำอย่างอื่น 2.กรณีที่มีสถานการณ์พิเศษ 3.กรณีที่มีกฎหมายอื่นๆ ระบุไว้ให้ทำได้

“ราชทัณฑ์พยายามหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิผู้ต้องขังที่สุดแล้ว ไม่มีวิธีอื่นที่ทำได้ ไม่มีเครื่องบอดี้สแกน จึงยังสวมผ้าถุงตรวจ การตรวจภายใน แต่พยายามจัดตรวจในที่ปกปิดพอสมควร ไม่ใช่ลักษณะประจานตัวผู้ถูกตรวจค้น ส่วนผู้ตรวจค้นได้ฝึกฝนว่าการตรวจต้องไม่มีลักษณะกลั่นแกล้ง อนาจาร ไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ” นายชาญเชาวน์กล่าว

และว่า สังคมสงสัยและตำหนิกับเหตุการณ์ดังกล่าวมาก เราจึงเตรียมจัดซื้อเครื่องบอดี้สแกนอย่างที่ใช้ตรวจในสนามบิน มานำร่องใช้ในทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำความมั่นคงสูงก่อน คาดว่าจะมาภายในเดือนกันยายน

หากเครื่องบอดี้สแกนมา จะยกเลิกการตรวจภายใน รวมถึงทบทวนยกเลิกการตรวจแบบสวมผ้าถุง เว้นหากบุคคลที่ต้องสงสัยจริงๆ แต่ในระหว่างนี้ที่เครื่องยังไม่มา ก็ยังดำเนินมาตรการนี้ต่อไป

“ผมเห็นด้วยกับแนวคิดสร้างห้องรับรองระหว่างผู้ต้องหารอประกันตัว เพื่อไม่ต้องเข้าเรือนนอน และนำมาสู่การตรวจค้นร่างกาย เบื้องต้นขอดูก่อนว่ามีไหม อย่างไรก็ดี ในเมื่อสังคมไม่ค่อยมีความสุขเราก็พยายามปรับ” นายชาญเชาวน์กล่าว

ในส่วนความคืบหน้ากรณี น.ส.กรกนกน่าสนใจไม่น้อย ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เข้ามาไกล่เกลี่ยดูแล สมทบกับ 16 องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิสตรี รวมกลุ่มยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และรวมถึงการตรวจค้นในการรับตัวผู้หญิงในทุกเรือนจำให้มีมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและสอดคล้องข้อกำหนดกรุงเทพฯ ซึ่งทางผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง ออกมาขอโทษ น.ส.กรกนกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) กล่าวว่า จากการคุยกับผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงพบความก้าวหน้าว่า ขณะนี้ทัณฑสถานหญิงกลางได้ยกเลิกการใช้ขาหยั่งและตรวจภายในแล้ว กำลังเปลี่ยนมาใช้เครื่องบอดี้สแกนแทน ทั้งนี้ ในส่วน กสม.กำลังเขียนรายงานข้อเสนอแนะรวม โดยรวบรวมทั้งกรณี น.ส.กรกนกและกรณีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ขณะเดียวกัน กสม.โดยคณะอนุกรรมการสิทธิสตรี อยากจัดเทรนนิ่งเรื่องความอ่อนไหวระหว่างเพศให้กับเจ้าหน้าที่ทัณฑสถานหญิง เพราะบางเรื่องกระทั่งผู้หญิงด้วยกันอาจไม่เข้าใจ เช่น นิ้วเดียวตรวจในซอกหลืบ

นางอังคณากล่าวอีกว่า จริงๆ เรามีข้อกำหนดกรุงเทพฯ เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่ได้เอามาปฏิบัติจริงจัง อาจด้วยข้อจำกัดทางงบประมาณ สถานที่ ซึ่งตรงนี้ยังรวมไปถึงเรื่องผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ คลอดลูก การดูแลหลังคลอด สุขอนามัยเจริญพันธุ์ ที่สำคัญการให้ความรู้เรื่องการประกอบอาชีพเมื่อออกไป การเปลี่ยนทัศนคติให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมเมื่อออกไป นี่เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ทัณฑสถานหลายแห่งยังทำไม่ได้

“จากเหตุการณ์ดังกล่าวถือว่ากรมราชทัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลงในทางบวก จากนี้จะต้องติดตามต่อว่าจะมีแนวทางอย่างไร แล้วดีขึ้นไหม เช่น การหาบอดี้สแกนมาใช้ในราชทัณฑ์ทั่วประเทศหรือไม่ ในระยะเวลาเท่าใด เพราะนอกจากข้อกำหนดกรุงเทพฯแล้ว ในภาพใหญ่ยังมีข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rule) ของสหประชาชาติ ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อเดือนตุลาคม 2558 ซึ่งบอกละเอียดยิบและชัดเจน เช่น กรณีตรวจภายในซอกหลืบร่างกาย จะต้องเป็นกรณีสำคัญยิ่งยวด และยังใช้กับผู้ต้องขังทุกคนทุกเพศอีกด้วย” นางอังคณากล่าวทิ้งท้าย

ดังนั้น นับจากนี้ไปวิธีการตรวจค้นผู้ต้องขังจะถูกปรับเปลี่ยนไปสู่แนวทางที่ไม่ละเมิดสิทธิและยึดข้อกำหนดกรุงเทพฯเคร่งครัดแค่ไหนต้องติดตาม !!

 

ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ

ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ

อังคณา นีละไพจิตร

อังคณา นีละไพจิตร