เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.บัลลังค์ อุปพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ร่วมแถลงข่าว การให้บริการตรวจการติดเชื้อวัณโรคแฝงและพัฒนาชุดทดสอบวัณโรค ตรวจง่าย ได้ผลเร็ว ซึ่งมีเป้าหมายยุติปัญหาวัณโรค ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และลดอัตราการเสียชีวิตและการแพร่กระจายให้ได้ภายในปี 2578

นพ.สุขุม กล่าวว่า สถานการณ์วัณโรคในไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่ประสบปัญหาเป็นอันดับที่ 14 ปัจจุบันมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 120,000 คน และเสียชีวิตปีละ 12,000 คน ในจำนวนนี้เข้าสู่ระบบการรักษา สามารถติดตามอาการและรักษาได้ 80,000 คน คิดเป็นร้อยละ 75 ซึ่งการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยวัณโรคสามารถตรวจเอ็กซเรย์ปอด ตรวจจากเสมหะ และการฉีดเศษของเชื้อวัณโรคเข้าไปใต้ผิวหนัง (สะกิดเนื้อ) โดยผู้ป่วยร้อยละ 80 ตรวจพบเป็นวัณโรคปอด และร้อยละ 20 ตรวจพบนอกปอด หรืออวัยวะอื่น เช่น กระดูกสันหลัง ต่อมน้ำเหลือง หลังโพรงจมูก ขณะเดียวกัน การสุ่มตรวจบุคลากรและเจ้าหน้าที่สาธารสุขพบ 1 ใน 4 ติดเชื้อวัณโรคแฝง
นพ.สุขุม กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการต้องสงสัย เช่น ไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ฯลฯ ปัจจุบันสถานพยาบาลบางแห่งของ สธ. และกรมวิทยาศาสตร์ฯ สามารถตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคได้ทั้งวัณโรคแฝงได้อย่างแม่นยำขึ้น และช่วยตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยวัณโรคปอดที่วินิจฉัยตรวจด้วยวิธีอื่นไม่พบเชื้อ หรือเก็บเสมหะไม่ได้ โดยใช้การตรวจวัดปริมาณสารอินเตอร์เฟอรอนแกมมา หรือ อิกร้า (Interferon Gamma Release Assay :IGRA) จากการเจาะเลือดเพื่อเป็นตัวอย่างเลือด สามารถทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งจากข้อมูลพบผู้เข้ามารับการตรวจดังกล่าว มีผู้ป่วยติดเชื้อวัณโรคแฝง ร้อยละ 26 ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรคภายใน 2 ปี หลังได้รับเชื้อ ขณะที่กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อวัณโรคแฝงแนะนำให้ตรวจ เช่น ผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบที่ได้รับยาสเตียรอยด์นานๆ ผู้ที่ได้รับการถ่ายปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน และกลุ่มเสี่ยงบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้เดินทางไปต่างประเทศปลายทางกำหนดให้มีการตรวจวัณโรคแฝง เช่น นักเรียน นักศึกษาที่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อ เป็นต้น โดยมีอัตราค่าตรวจวิเคราะห์ 3,000 บาทต่อตัวอย่าง

“ล่าสุด กรมวิทยาศาสตร์ฯได้พัฒนาชุดทดสอบทีบี แลมป์ (Loop-mediated isothermal amplification: LAMP) ซึ่งเป็นชุดตรวจดีเอ็นเอเชื้อวัณโรคแบบง่ายที่มีความแม่นยำเป็นแห่งแรกของโลก และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยวัณโรคแบบมีอาการ โดยใช้การตรวจดีเอ็นเอจากตัวอย่างเสมหะ ซึ่งมีความแม่นยำกว่าการตรวจเสมหะด้วยการย้อมสีทนกรดถึง 1,000 เท่า รวมถึงสามารถทำได้ในห้องปฏิบัติการพยาบาล มีความไวและความจำเพาะต่อเชื้อวัณโรคสูง สามารถรู้ผลภายใน 1 ชั่วโมง ขณะนี้นำร่องใช้ในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป เขตสุขภาพที่ 7 และอยู่ระหว่างการติดตามผล ซึ่งจะขยายผลไปยังโรงพยาบาลชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คาดจะเริ่มนำมาใช้ได้ภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 โดยวัณโรคยังเป็นปัญหาของไทย แม้แนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น แต่จำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรมทางการแพทย์ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะวัณโรคแฝงที่ไม่เคยได้รับความสนใจ” นพ.สุขุม กล่าว
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า จากการติดตามผลในการนำทีบี แลมป์ มาทดลองใช้เขตสุขภาพที่ 7 พบได้ผลดี ช่วยในการวินิจฉัยโรคให้ได้ผลตรวจเร็ว ภายใน 1 ชั่วโมง และมีผลการตรวจใกล้เคียงกับวิธีการตรวจดีเอ็นเอด้วยวิธีอัตโนมัติ โดยใช้เครื่อง Xpert MTB/RIF ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีราคาสูงประมาณ 800-1,000 บาทต่อการทดสอบ ขณะที่ชุดทดสอบ ทีบีแลมป์ มีราคาไม่เกิน 200 บาทต่อการทดสอบ ทั้งนี้ ทีบี แลมป์ จะขยายผลไปยัง อสม.ผ่านการอบรมใช้ชุดตรวจ ซึ่งมีวิธีการตรวจแบบง่าย เพียงทดสอบในอ่างน้ำร้อนที่มีภาวะอุณหภูมิคงที่ประมาณ 65 องศาเซลเซียส ก่อนอ่านผลด้วยตาเปล่า โดยสังเกตสีของปฏิกิริยา หากปฏิกิริยาเป็นบวก (Positive) มีการเปลี่ยนแปลงจากสีส้มเป็นสีเขียว คือ ตรวจพบเชื้อวัณโรคจากตัวอย่างส่งตรวจ หากหากปฏิกิริยาเป็นลบ (Negative) ไม่มีการเปลี่ยนสี หรือมีสีส้มคงเดิม คือ ตรวจไม่พบเชื้อ

พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กล่าวว่า การเสียชีวิตของ น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือน้ำตาล เดอะสตาร์ ด้วยวัณโรคหลังโพรงจมูก และการป่วยเป็นวัณโรคของอดีตดาราดัง นายภูมิธนะวัชร์ บุญลือประดิษฐ์ หรือธีร์ ทำให้คนไทยรู้จักวัณโรคมากขึ้น โดยคนไทยป่วยเป็นวัณโรคปีละ 1.8 แสนราย ส่วนวัณโรคแฝง หรือผู้ที่ติดเชื้อวัณโรค แต่ยังไม่ป่วยพบ 1 ใน 3 ของประชากรไทยติดเชื้อวัณโรคแฝง ส่วนบุคลากรสาธารณสุขติดเชื้อวัณโรคแฝงจำนวนมากถึง 1 ใน 4 สำหรับชุดทดสอบ ทีบี แลมป์ ไทยได้ดำเนินการพัฒนาชุดตรวจมาจากแนวคิดญี่ปุ่น แต่เนื่องจากมีราคาสูงกว่าไทย 5 เท่า ต่อมาจึงได้พัฒนาชุดตรวจดังกล่าวให้คนไทยได้ใช้ในราคาถูกลง ลดภาระค่าใช่จ่าย ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูงกว่าการตรวจเสมหะด้วยวิธีย้อมสีทนกรด เพื่อให้การตรวจครอบคลุมและให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้อย่างถูกต้อง โดยอนาคตจะบรรจุในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เช่นเดียวกับการตรวจวัดปริมาณสารอินเตอร์เฟอรอนแกมมา (อิกร้า) ที่เล็งผลักดันให้กำหนดอยู่ในสิทธิ โดยนำร่องผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงก่อน อาจต้องใช้เวลา 2-3 ปี

