เวทีประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ระดับปลัดกระทรวงด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มประเทศอาเซียน ประจำปี 2562 ครั้งที่ 30 (30th ASOEN) เพื่อพบปะหารือ ทบทวน และพิจารณากลั่นกรองความร่วมมือต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 8-12 กรกฎาคม โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ จบลงไปแล้วด้วยดี
ในฐานะประเทศเจ้าภาพ ถือว่าเราสามารถตักตวงผลประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวมได้ไม่น้อยเลย จากการที่ที่ประชุมได้หยิบยกเอาปัญหา วิธีบริหารจัดการในองค์รวมเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ใน 7 สาขาหลัก ได้แก่ การอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง การจัดการทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการสารเคมีและของเสีย และสิ่งแวดล้อมศึกษาการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน รวมถึงการดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ของอาเซียน

นอกจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังมีเวทีหารือกับประเทศในสหภาพยุโรป หรืออียู (EU) และประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย รัสเซีย และอเมริกา ควบคู่กันไปในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ได้แก่ 1.เวทีหารือกรอบแนวทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและอียู ด้านสิ่งแวดล้อมครั้งแรก
เวทีนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในการพัฒนาความร่วมมือประเด็นต่างๆ คือ อียูจะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่อาเซียน เห็นชอบที่จะจัดการขยะพลาสติกและขยะทะเลร่วมกัน โดยอียูได้เสนอแนะ ผลการวิเคราะห์เศรษฐกิจหมุนเวียน ขยะทะเลของอาเซียน และชื่นชมประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ที่ริเริ่มการจัดทำปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน และกรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเล จะผลักดันให้เกิดผลการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมตามกรอบแผนปฏิบัติการในภูมิภาค และเห็นชอบให้ร่วมกันในการพัฒนาความร่วมมือสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน รวมถึงเมืองที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเมืองอัจฉริยะที่มีเทคโนโลยีปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ


กลุ่มประเทศอาเชียนยังมีการหารือกับประเทศคู่เจรจาและหุ้นส่วนในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน ได้แก่ การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสิ่งแวดล้อม อาเซียน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 13 การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมบวกสาม ครั้งที่ 16 และการประชุมเจ้าหน้าที่ ครั้งที่ 4 เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 5 โดยมีประเด็นหารือ คือ ญี่ปุ่นให้การสนับสนุนโครงการเมืองต้นแบบและสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน เป็นปีที่ 4 การบูรณาการเครือข่ายการจัดการน้ำเสียภายในประเทศอาเซียน และการจัดทำแผนจัดการขยะทะเลโดยการลดขยะจากฝั่ง ที่สำคัญประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเยาวชนอาเซียน +3 ภายใต้แนวความคิด Clean up our Sea, Change our Future ที่ จ.ภูเก็ต และการประชุม ASEAN-China Symposium on Ecological Friendly Urban Development ในวันที่ 29-31 ตุลาคมนี้ โดยประเทศไทยเสนอโครงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมโดยอยู่ระหว่างการหารือเกาหลีในการปรับปรุงโครงการ

นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษด้านขยะทะเล และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเรื่องการป้องกันการลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย ซึ่งประเทศสมาชิกร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพทั้ง 2 การประชุม และยินดีที่จะร่วมขับเคลื่อนการดำเนินการให้ปฏิญญากรุงเทพฯว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเล
ในภูมิภาคอาเซียน และแถลงการณ์เชียงใหม่ของรัฐมนตรีอาเซียนที่รับผิดชอบการดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) และการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้ให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรมเนื่องจากเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ร่วมกันของอาเซียน และเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนต่อที่ประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 25 ที่ยกร่างและเสนอโดยประเทศไทย เพื่อนำไปเสนอให้ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 15 ให้การรับรอง จึงจะแถลงต่อเวทีระดับโลกให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของอาเซียนต่อประเด็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปลัด ทส.กล่าวว่า ที่ประชุมครั้งนี้ยังให้ความเห็นชอบต่อการขึ้นทะเบียนอุทยานมรดกอาเซียนแห่งใหม่ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ของไทย อุทยานแห่งชาติ Lo Go-Xa Mat และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ Ngoc Linh ของเวียดนาม และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า Htamanthi ของเมียนมา

ในที่ประชุมได้แต่งตั้งและมอบหมายให้กับ 7 ประเทศ ทำงานในตำแหน่งประธานคณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมในสมัยหน้าระหว่างปี พ.ศ.2563-2565 คือ 1.ฟิลิปปินส์ เป็นประธานสาขาการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ 2.ไทย เป็นประธานสาขาสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง 3.สปป.ลาว เป็นประธานสาขาการจัดการทรัพยากรน้ำ 4.มาเลเซียเป็นประธานสาขาสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน 5.กัมพูชา เป็นประธานสาขาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6.สิงคโปร์ เป็นประธานสาขาการจัดการสารเคมีและของเสีย และ 7.บรูไน เป็นประธานสาขาสิ่งแวดล้อมศึกษา
ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นประธานสาขาสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง งานคงหนักและยากเย็นไม่น้อย แต่คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงหากจะทำอย่างจริงจัง


