‘ปวีณา’ นำ 4 ครอบครัว ร้องทุกข์สธ. หลังเด็กเสียชีวิต-ขาอ่อนแรงจากการรับวัคซีนโปลิโอ ด้าน ‘รองปลัด’ ยัน เหตุไม่ใช่วัคซีน รับมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 6 ล้าน
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงกุลเพื่อเด็กและสตรี เดินทางเข้าพบ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อทวงถามถึงความคืบหน้ากรณีผู้เสียหาย 4 ครอบครัวเข้าร้องทุกข์กับมูลนิธิปวีณาฯ ภายหลังพาบุตรวัย 2 เดือน ไปฉีดวัคซีนเข็มแรกและหยอดโปลิโอที่บริเวณขาซ้าย แต่กลับมีผลค้างเคียงทำให้ขาอ่อนแรง 3 รายและเสียชีวิต 1 ราย จึงตั้งข้อสงสัยสาเหตุอาจเกิดจากวัคซีนที่ได้รับหรือไม่นั้น โดยนางปวีณา ได้นำผู้เสียหายร่วมประชุมกับคณะผู้บริหารสธ.เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง ก่อนให้แถลงข่าวสื่อมวลชน
นางปวีณา กล่าวว่า วันนี้ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้ากรณีที่เกิดขึ้น และอยากทราบถึงสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ตลอดจนการรักษาเยียวยาจะถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ ซึ่งได้กำชับอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลืออย่างดีที่สุด ขณะที่ส่วนตัวมองว่า ต้องการให้กรณีทั้ง 4 ครอบครัวนี้เป็นบทเรียนและไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิปวีณาฯ ไม่กำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ โดยเปิดโอกาสให้กระทรวงฯได้ทำงานและติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับขอให้ตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด และให้ความมั่นใจว่า กระทรวงสาธารณะสุขจะมีข้อสรุปในเรื่องนี้โดยเร็ว
“นอกจากนี้ การที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า สาเหตุอาจมาจากการฉีดวัคซีนโปลิโอหรือไม่นั้น หากเป็นการหยอดโปลิโอ อาจมีผลข้างเคียงได้ทั่วร่างกาย แต่กรณีดังกล่าว เด็กโดนชีดวัคซีนที่ขาข้างซ้ายและทำให้ขาซ้ายขยับไม่ได้ จึงเป็นประเด็นที่น่าสงสัย ส่วนกรณีที่ฉีดวัคซีนไปและหลังจากนั้นเพียง 3 วัน เด็กเสียชีวิต ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยเช่นเดียวกัน โดยทางทางครอบครัวผู้เสียหาย ได้ส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชแล้วซึ่งอยู่ระหว่างรอผลชันสูตร รวมถึงจำเป็นต้องติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป” นางปวีณา กล่าว
ด้าน นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ก่อนอื่นเรียนว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการให้วัคซีนอย่างครอบคลุม ทำให้คนไทยป่วยด้วยโรคต่างๆ น้อยลง ทั้งนี้ เมื่อมีเหตุลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น ตามกลไกการตรวจสอบจะมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีน และคณะกรรมการกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง พิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริง ซึ่งแต่ละปีจะมีกว่า 100 รายที่ส่งตัวอย่างเลือดมาให้ตรวจวินิจฉัย เพื่อป้องกันและเฝ้าระวัง สำหรับเรื่องดังกล่าว ทางสธ. ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้ รายที่ 1 อายุ 2 เดือนเศษ ฉีดวัคซีนที่หน้าแขนซ้ายและหยอดโปลิโอที่ได้เสียชีวิตในจ.ลพบุรี ทางสธ. ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว โดยครอบครัวระบุว่าได้รับวัคซีนและมีผลข้างเคียง ทำให้น้องมีไข้ มีอาการไม่สบาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยรายนี้มีข้อมูลชัดเจนว่าเสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบ และมีอาการของโรครุนแรง ต่อมาได้มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ไตวาย ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว ตัวเขียวและหยุดหายใจ ก่อนแพทย์พยายามยื้อชีวิตด้วยการปั้มหัวใจและให้ยาเต็มที่แล้ว แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตได้ จึงสรุปยืนยันไม่ได้เกิดจากการรับวัคซีน แต่เป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะกับช่วงที่ไปรับวัคซีน ซึ่งเด็กได้มีอาการป่วยมาก่อนแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลชันสูตรศพเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อยืนยันว่าน้องไม่ได้เสียชีวิตจากการได้รับวัคซีน
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ส่วนรายที่ 2 อายุ 2 เดือนเศษ โดยน้องได้รับการฉีดวัคซีนผ่านการหยอดโปลิโอทางปาก และฉีดบริเวณต้นขาในจ.กาญจนบุรี ทำให้มีอาการขาอ่อนแรง โดยการฉีดต้นขาพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ป็นวัคซีนโปลิโอ แต่เป็นการฉีดตัวอื่น ส่วนการหยอดวีคซีน ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาวินิจฉัย ปัจจุบันจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากการได้รับวัคซีนหรือไม่ ขณะเดียวกัน ได้ประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุข (สสจ.) จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อทำกายภาพบำบัดและรักษาตัว ซึ่งในหลายรายพบว่าการทำกายภาพบำบัดทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการขาอ่อนแรงได้ พร้อมนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้พิจารณาเป็นคนไข้บัตรทอง พร้อมจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 41 ในการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
“ข้อเท็จจริงการหยอดวัคซีนโปลิโอทางปาก หลักการคือ เอาเชื้อที่โปลิโอมามาทำให้อ่อนแรง ไม่ทำให้เกิดโรค แต่จะมี 1 ใน 6 ล้านจะทำให้เกิดอาการคล้ายโปลิโอ ทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั่วโลก โดยไม่สามารถระบุไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร อย่างไร บอกได้ยาก แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นผู้ที่มีภาวะร่างกายไม่แข็งแรงมากพอ แต่ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่จะทำให้สธ. หยุดฉีดโปลิโอ เพราะการปล่อยให้เด็กเป็นโปลิโอ จะทำให้เกิดการพิการและเสียชีวิตได้” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ส่วนรายที่ 3 ปัจจุบันอายุ 4 ขวบ เหตุเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ในจ.ร้อยเอ็ด โดยทางคณะกรรมการได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และมีข้อสรุปแล้วว่า ไม่ได้เกิดจากการรับวัคซีนและการฉีดยา แต่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสค็อกซากี (Coxsackie) เป็นเชื้อไวรัสติดทางน้ำมูกน้ำลาย ต่อมาเด็กเกิดอาการไขสันหลังอักเสบ ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงทางแขนขา คล้ายโปลิโอแต่ไม่รุนแรงเท่ากับโปลิโอ ขณะนี้น้องได้รับการดูแลทำกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ศูนย์สิรินทรเพื่อการสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติแล้ว และยังได้มอบหมายให้กรมการแพทย์เข้าช่วยเหลือในการวางแผนใช้อุปกรณ์ช่วย เพื่อให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ อีกทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือด้านการศึกษา ขณะที่รายที่ 4 อายุ 1 ขวบ 3 เดือน เนื่องจากโรงพยาบาลที่ฉีดวัคซีน หยอดโปลิโอคือ โรงพยาบาลชลประทาน จ.นนทบุรี
ซึ่งไม่ใช่โรงพยาบาลในสังกัดสธ. ทำให้ขณะนี้ไม่มีข้อมูล แต่ได้ประสานขอข้อมูลทั้งหมดแล้ว เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการฯ โดยน้องมีขาอ่อนแรง แต่ทราบว่าปัจจุบันขาซ้ายดีขึ้น และได้รับการดูแลในการทำกายภาพบำบัดแล้ว
“อย่างไรก็ตาม สธ.ยืนยันว่ามีความจำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ทั้งหมด โดยชัดเจนว่า 3 รายไม่ได้เกิดจากการได้รับวัคซีน ส่วน 1 รายอยู่ระหว่างประสานข้อมูล ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่มีแนวโน้มอาจเกิดจากวัคซีน ซึ่งการได้รับผลกระทบขอเรียนว่าสามารถเกิดขึ้นได้ 1 ใน 6 ล้าน แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องทบทวนการให้วีค ทั้งนี้ ทางสธ.ยืนยันว่าพร้อมจะดูแล ช่วยเหลือเยียวยาให้เด็กกลับมาเป็นปกติ ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีการพิจารณาเปลี่ยนวัคซีนจากแบบหยอดเป็นฉีดต่อไป แต่อาจติดปัญหาเรื่องงบ

