คําว่า “ฝ่าย” หรือการแบ่งฝ่ายของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นความปกติ ไม่ได้เป็นความป่วยไข้แต่อย่างใด
ถ้าจะป่วยก็ตรงที่ความหลงผิดหลงดีแล้วโฆษณาอวดอ้างความปรารถนาดี อ้างความรักชาติรักประชาชนเอาไว้แต่ฝ่ายเดียวพร้อมกับเหยียบย่ำให้ร้ายนักการเมืองฝ่ายอื่น
ถ้าอย่างนั้นนับว่าเป็นกล่องดำในหัวใจ หรือ “เฮทสปีช” ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งโดยเจตนาและด้วยความเคลิ้มหลง
การที่รัฐบาลส่งลิ่วล้อออกมาแถลงในทำนองกังวลเป็นห่วงว่าการเดินสายพบปะนักการเมืองกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และคณะจะเป็นการทำลายประโยชน์ประเทศชาตินั้นไม่ต่างจาก “ยุคสงครามเย็น” ที่นักการเมืองต้องติดคุกเมื่อกลับจากการเดินทางไปประเทศจีน
“สันหลังหวะ” จะมากไปด้วยความหวั่นระแวง
ถ้าหัวใจไม่เปิดกว้าง สายตาก็จะพร่ามัว
แค่คิดต่างก็ถูกตีค่าเป็นการทำลาย
ทรรศนะที่เน่าเฟะเหล่านั้นเกิดจากลัทธิทหาร !
ถามว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจทางการเมืองด้วย “ปืน” และ “รถถัง” คือ การสร้างสรรค์หรือ !
การถูกตั้งคำถามถึง “ความชอบธรรม” ของการเลือกตั้งและรัฐบาลที่เกิดจากการทำคลอดของ “หัวหน้ารัฐประหาร” ซึ่งแต่งตั้ง 250 ส.ว.นั้น เป็นความผิดของคนที่ตั้งคำถามหรือ
สนิมเกิดจากเนื้อในตน
ไม่ใช่ความผิดของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กับคณะที่จะสนทนาถึงความพิกลพิการของการเมืองไทยซึ่งยังต้องพัฒนากันต่อไป
พฤติการณ์ไม่ซื่อ ไม่ตรง ไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนแน่นอน เอาสีข้างเข้าถู ประจบสอพลอเอาใจผู้มีอำนาจ กำลังเป็นค่านิยมที่ได้รับการยกย่องเชิดชู
ในขณะที่ เพียงแค่เด็กหรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาเถียงหรือแสดงออกถึง “การคิดต่าง” กลับถูกอันธพาลรุมทำร้ายถึงปางตาย
ยุคนี้มืดขนาดไหน ไม่อาจจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ !
ถอยหลังไปในประวัติศาสตร์ แทนที่ทหารจะฝึกซ้อมพร้อมรบพร้อมพรักเพื่อป้องกันประเทศ
สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือ ถนอม กิตติขจร ประภาส จารุเสถียร กลับใช้ปืน รถถัง และกำลังทหารอย่างบิดเบือน
เฉกเช่น ตำรวจนั้นก็มีไว้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม “อัยการ” และ “ศาล” ต้องพึ่งได้ในความเที่ยงธรรมเสมอหน้า
ล่วงผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ ไปถึงไหน !?!!

