หน้าแรก ในประเทศ เหยี่ยวถลาลม ...

เหยี่ยวถลาลม : ยังไปไม่ถึงไหน

17.07.19 | 13:00 น.

คําว่า “ฝ่าย” หรือการแบ่งฝ่ายของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นความปกติ ไม่ได้เป็นความป่วยไข้แต่อย่างใด

ถ้าจะป่วยก็ตรงที่ความหลงผิดหลงดีแล้วโฆษณาอวดอ้างความปรารถนาดี อ้างความรักชาติรักประชาชนเอาไว้แต่ฝ่ายเดียวพร้อมกับเหยียบย่ำให้ร้ายนักการเมืองฝ่ายอื่น

ถ้าอย่างนั้นนับว่าเป็นกล่องดำในหัวใจ หรือ “เฮทสปีช” ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งโดยเจตนาและด้วยความเคลิ้มหลง

การที่รัฐบาลส่งลิ่วล้อออกมาแถลงในทำนองกังวลเป็นห่วงว่าการเดินสายพบปะนักการเมืองกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และคณะจะเป็นการทำลายประโยชน์ประเทศชาตินั้นไม่ต่างจาก “ยุคสงครามเย็น” ที่นักการเมืองต้องติดคุกเมื่อกลับจากการเดินทางไปประเทศจีน

“สันหลังหวะ” จะมากไปด้วยความหวั่นระแวง

Advertisement

ถ้าหัวใจไม่เปิดกว้าง สายตาก็จะพร่ามัว

แค่คิดต่างก็ถูกตีค่าเป็นการทำลาย

ทรรศนะที่เน่าเฟะเหล่านั้นเกิดจากลัทธิทหาร !

ถามว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจทางการเมืองด้วย “ปืน” และ “รถถัง” คือ การสร้างสรรค์หรือ !

การถูกตั้งคำถามถึง “ความชอบธรรม” ของการเลือกตั้งและรัฐบาลที่เกิดจากการทำคลอดของ “หัวหน้ารัฐประหาร” ซึ่งแต่งตั้ง 250 ส.ว.นั้น เป็นความผิดของคนที่ตั้งคำถามหรือ

สนิมเกิดจากเนื้อในตน

ไม่ใช่ความผิดของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กับคณะที่จะสนทนาถึงความพิกลพิการของการเมืองไทยซึ่งยังต้องพัฒนากันต่อไป

พฤติการณ์ไม่ซื่อ ไม่ตรง ไม่มีบรรทัดฐานที่ชัดเจนแน่นอน เอาสีข้างเข้าถู ประจบสอพลอเอาใจผู้มีอำนาจ กำลังเป็นค่านิยมที่ได้รับการยกย่องเชิดชู

ในขณะที่ เพียงแค่เด็กหรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาเถียงหรือแสดงออกถึง “การคิดต่าง” กลับถูกอันธพาลรุมทำร้ายถึงปางตาย

ยุคนี้มืดขนาดไหน ไม่อาจจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ !

ถอยหลังไปในประวัติศาสตร์ แทนที่ทหารจะฝึกซ้อมพร้อมรบพร้อมพรักเพื่อป้องกันประเทศ

สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือ ถนอม กิตติขจร ประภาส จารุเสถียร กลับใช้ปืน รถถัง และกำลังทหารอย่างบิดเบือน

เฉกเช่น ตำรวจนั้นก็มีไว้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม “อัยการ” และ “ศาล” ต้องพึ่งได้ในความเที่ยงธรรมเสมอหน้า

ล่วงผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ ไปถึงไหน !?!!