จากกรณีเกิดเหตุอาคารศาลาทรงไทยริมแม่น้ำแม่กลองถล่มมีผู้บาดเจ็บและสูญหายหลายรายนั้น เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการงมค้นหาผู้สูญหายเป็นเวลากว่า 40 ชั่วโมง โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชนองค์กรการกุศล 88 หน่วยงาน ระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 270 นาย นักประดาน้ำ 87 นาย โดยแบ่งกำลังนักประดาชุดละ 2 นาย ใช้เวลาในดำประมาณ 15-20 นาที ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน โดยวางแผนการดำเนินงานกันลงสำรวจอาคารศาลาที่พังในแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งมีความลึกประมาณ 8 เมตร ห่างจากฝั่งเกือบ 10 เมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างมาก เนื่องจากน้ำไหลเชี่ยว ประกอบกับใต้น้ำมืด และศาลาซึ่งมีซากปรักหักพัง และมีน้ำหนักมากถึง 80 ตัน ทำให้ยากต่อการสำรวจ และยกโครงสร้างขึ้น

เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องลดน้ำหนักโครงสร้างอาคาร โดยการรื้อถอนทำลายกระเบื้องมุงหลังคาและฝ้าเพดาน ไม่ระแนง พร้อมโครงสร้างทั้งหมด เพื่อแยกชิ้นส่วนให้มีน้ำหนักเบาที่สุด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงดำน้ำค้นหาจนถึงเวลา 22.00 น. ของวันที่ 17 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ได้รับสัญญาณที่ดีคือได้กลิ่นในบริเวณโถงที่ 2 จุดเป้าหมาย แต่ยังไม่พบศพของ น.ส.พรพิไล ซึ่งคาดว่าถูกโครงสร้างอาคารทับ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครนรื้อหลังคา ฝ้า และวัสดุภายในออก อย่างระมัดระวัง จนถึงเวลา 01.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม ศพ น.ส.พรพิไล ก็ลอยหลุดจากหลังคาขึ้นมา จึงนำศพส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าเพื่อชันสูตรหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

นายสุเมธ ธีรนิติ ปลัดจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะหัวหน้าส่วนปฏิบัติการค้าหาผู้สูญหาย กล่าวว่า ขั้นตอนการปฏิบัติที่นำไปสู่ความสำเร็จ เป็นการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แม้จะมีปัญหาและอุปสรรค คือกระแสน้ำ แต่ก็ปฏิบัติตามแผนโดยเปิดหลังคา 80-90 เปอร์เซ็นต์ ดึงระแนงไม้ที่คาดว่าเป็นอุปสรรคด้วยรถเครนใช้อุปกรณ์ทุ่นแรง ทำให้ร่างนางสาวพรพิไล อิ่มตัวลอยขึ้นมา จึงขอปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งจากนี้ไปเทศบาลเมืองสมุทรสงครามต้องเข้ามาดูแลพื้นที่ต่อไป ส่วนโครงสร้างในน้ำสำนักงานเจ้าหน้าที่ภูมิภาคสาขาสมุทรสงครามจะแจ้งให้เจ้าของดำเนินการรื้อถอนต่อไป ส่วนอาคารศาลาทรงไทยอีกหลัง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสมุทรสงครามได้ประกาศให้พื้นที่บริเวณท่าเทียบเรือข้ามฟากแสงวณิช อาคารศาลาริมน้ำตลอดแนวจนถึงบริเวณวัดเพชรสมุทรวรวิหาร ด้านซอยวัดเพชรสมุทร 2 เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย และห้ามบุคคลหรือหน่วยงานผู้ประกอบการร้านค้าเข้าไปใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด จนกว่าหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่จะได้ทำการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัย หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

“นักประดาน้ำแจ้งว่าในขณะนี้พบศพผู้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งก่อนหน้าทางทีมงานนักประดาน้ำก็มีสัญญาณที่ดีจากคนที่ได้ขึ้นมา นักประดาน้ำหลายคนมีกลิ่นศพติดเสื้อมาด้วย เราจึงเร่งค้นหากันต่อไป โดยการพยายามใช้สะลิงจากรถเครนดึงส่วนคานและของหนักต่างๆ เพื่อเปิดช่อง จนทางทีมงานได้พบศพน้องในที่สุด ซึ่งก็เป็นจุดทางด้านทิศเหนือ โดยเป็นจุดที่เราคาดการณ์ว่าน้องจะอยู่ที่นั่น ในขณะนี้ก็ได้นำศพน้องส่งตัวไปชันสูตรที่โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า แล้ว”

“การค้นหาในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วน มูลนิธิทุกมูลนิธิ หน่วยงานเอกชนต่างๆ ที่ส่งทีมงานมาช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ทั้งภาพพื้นดิน ทั้งที่อยู่ในน้ำ ส่วนทางโครงสร้างที่เหลือ โครงสร้างที่อยู่ภายในน้ำ ต่อไปจะเป็นส่วนรับผิดชอบของกรมเจ้าท่าจะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเก็บกู้ขึ้นมาต่อไป ดังนั้น ผมจึงขอปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชั่วคราว ศาลาริมน้ำแม่กลอง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” นายสุเมธกล่าว
ด้านนายผดุงศักดิ์ อัตถาผล อายุ 35 ปี กู้ภัยอยุธยาผู้ที่พบศพ น.ส.พรพิไล เสือเล็ก อายุ 24 ปี เป็นคนแรก เปิดเผยว่า ในขณะนั้นตนกำลังดำน้ำลงไปในความลึกกว่า 10 เมตร เพื่อไปยังโถงที่ 3 ซึ่งคาดว่าเป็นจุดที่น้องอยู่ ซึ่งครั้งนี้เป็นการลงไปครั้งที่ 3 โดยใน 2 ครั้งก่อนหน้านี้เป็นลงไปเพื่อใช้ของแข็งเปิดช่อง แต่ก็พบเศษระแนงไม้ และเศษคาน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการค้นหาเป็นอย่างมาก ซึ่งการลงไปแต่ล่ะตนต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 25 นาที จึงจะดำลงไปได้ลึกถึงจุดนั้น

“เมื่อผมดำลงไปในรอบที่ 3 เพื่อจะลงไปงัดเศษระแนงไม้อีกครั้ง ผมก็รู้สึกได้ว่าศพน้องลอยมาข้างๆ ไหล่ซ้าย ผมจึงรู้เลยว่าเป็นน้อง แต่ในจังหวะนั้น ผมไม่สามารถพาน้องขึ้นมาได้โดยตรง ผมทำได้เพียงผละตัวน้องให้หนีจากวิถีของเศษไม้ระแนง เพื่อให้ตัวน้องลอยขึ้นเหนือน้ำ” กู้ภัยอยุธยากล่าว

