เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ข้อความว่า
คดี “9 ศพ”
ผมได้รับทราบข่าวกรณีที่สื่อมวลชนเรียกกันสั้นๆ ว่าคดี “แพรวา 9 ศพ” ด้วยความประหลาดใจ และหดหู่ใจ ที่จนป่านนี้ครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้เสียหาย ยังไม่เคยได้รับการดูแล หรือการเยียวยาใดๆเลย แถมยังต้องดิ้นรนแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้เสียหายต้องแบกภาระ ในขณะที่ผู้กระทำความผิดได้รับโทษเพียงการ “รอลงอาญา” จึงอยากแสดงความคิดเห็นไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างครับ
ประการแรก จำได้ว่าสมัยที่ผมเป็นผู้พิพากษานั้น เรามีแนวทางการตัดสินคดี ที่มีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานลักษณะเดียวกัน ให้เป็นไปในทางเดียวกัน เรียกว่า “ยี่ต๊อก” และถ้าเป็นคดีอาญาจากการขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสเป็นอย่างน้อยแล้ว หากผู้กระทำผิดไม่บรรเทาโทษชำระค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย หรือนำเงินค่าเสียหายมาวางศาลในจำนวนที่เหมาะสมแล้ว เราจะไม่รอลงอาญาเสมอ
มีกรณีหนึ่งสมัยที่ผมเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดธัญบุรี ปทุมธานี นั้น จำเลยขับรถยนต์ขนาดใหญ่โดยประมาทชนมอเตอร์ไซค์ ทำให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บาดเจ็บสาหัสถึงพิการ จำเลยนำเงินค่าเสียหายมาวางศาลให้ผู้เสียหายในจำนวนที่เหมาะสม ผมเห็นว่าไม่ควรรอลงอาญา แต่เมื่อหารือกับหัวหน้าศาลแล้ว เห็นว่าตาม “ยี่ต๊อก” ควรต้องรอลงอาญา เพราะเป็นเพียงความผิดที่กระทำโดยประมาท ผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นอาญชากรโดยกมลสันดาน จึงต้องรอลงอาญาไปตาม “ยี่ต๊อก” เพราะฉะนั้น สังคม และทนายความ หรือผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง ควรนำสำนวนการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ มาศึกษาว่าข้อเท็จจริงที่ใช้อ้างอิงในการ “รอลงอาญา” นั้นคืออะไร มีเหตุสมควรเพียงใด และในความเป็นจริงมีการเยียวยาผู้เสียหายบ้างแล้วหรือไม่
ประการที่สอง เรื่องความช่วยเหลือ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ฯลฯ คดีนี้ผู้เสียหายทั้งหมดเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา สามารถขอความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรมได้ทันที สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้วางหลักเกณฑ์ให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ เข้าไปช่วยเหลือดูแลประชาชนที่ได้รับความเสียหายในทางอาญาทำนองนี้ไว้แล้ว ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิฯ ก็ได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญาด้วยความเข้มแข็ง และตั้งใจเสมอมา ผมยังแก้ไขหลักเกณฑ์ของ “กองทุนยุติธรรม” ให้สามารถให้ความช่วยเหลือเรื่องทนายความ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องจำเป็นได้ทั้งหมดด้วย เช่น ค่าเดินทาง และค่าที่พัก เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใหม่นี้ได้สั่งการให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ เข้าไปช่วยเหลือบรรดาผู้เสียหายแล้ว ก็ดีใจครับ รอดูการทำงาน และผลงานของกระทรวงยุติธรรมต่อไปครับ
ประการที่สาม เรื่องความรับผิดทางแพ่ง ผมเข้าใจว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้เสียหาย คงฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้กระทำผิดไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าเสียหาย กรณีนี้หากผู้กระทำผิดเพิกเฉย ก็ต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และดำเนินกระบวนการทางกฎหมายโดยเร็ว เมื่อดำเนินการทุกอย่างแล้ว แม้ยังไม่ได้รับการชำระค่าเสียหายเกินกว่า 10 ปีก็ตาม แต่ผู้เสียหายก็ยังคงมีสิทธิติดตามให้ผู้กระทำผิดชำระหนี้ได้ เพราะถือว่าได้เริ่มต้นดำเนินการไว้ภายใน 10 ปีนั้นแล้ว
มีประเด็นที่ควรพิจารณากรณีหนึ่งคือ ผู้กระทำผิดได้สมรสแล้ว ดังนั้น ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ย่อมเป็นสินส่วนตัวของผู้กระทำผิดด้วยครึ่งหนึ่ง ทีมทนายความของผู้เสียหายน่าจะลองพิจารณาดูด้วยว่าทรัพย์สินส่วนนี้จะอยู่ในการบังคับคดีได้ด้วยหรือไม่
ประการที่สี่ การที่ผู้กระทำผิดยังไม่ชำระค่าเสียหายนั้น เบื้องต้นยังไม่อาจถือเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ได้นะครับ เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำความผิดยักย้ายถ่ายเท หรือซ่อนเร้นทรัพย์สิน หรือโอนทรัพย์สินของตนไปให้ผู้อื่น หรือแกล้งเป็นหนี้ที่ไม่เป็นความจริง เพื่อมิให้ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ดังนั้น จึงต้องอาศัยทนายความ และผู้ชำนาญการในการสืบทรัพย์ และติดตามทรัพย์เข้ามาตรวจสอบ หากพบว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาช่วยเหลือผู้กระทำผิดด้วย เช่น บิดามารดา เพื่อน หรือคู่สมรส บุคคลเหล่านั้นก็จะมีความผิด และจะต้องถูกดำเนินคดีเป็นกรณีๆ ไปด้วย เช่น หากช่วยยักย้ายถ่ายเท หรือช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยถือครอง หรือช่วยรับโอนทรัพย์สินของผู้กระทำผิด หรือช่วยแกล้งเป็นเจ้าหนี้ของผู้กระทำผิดโดยไม่เป็นความจริง ก็จะมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ด้วยในฐานะเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุน หรือเป็นตัวการร่วม แล้วแต่ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานครับ
ประการที่ห้า ผมเห็นว่าในการจะรอลงอาญาผู้กระทำความผิดต่อไปนี้ ควรต้องกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ด้วยว่า หากผู้กระทำความผิดบิดพลิ้วไม่ชำระค่าเสียหายให้ผู้เสียหายตามที่ตกลงไว้ หรือไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขของศาล ก็ให้ศาลยกเลิกการรอลงอาญา แล้วนำตัวผู้กระทำความผิดมาจำคุกตามคำพิพากษาทันทีแทนที่จะให้ผู้เสียหายต้องเสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายฟ้องร้องผู้กระทำความผิดเป็นคดีใหม่ขึ้นมาอีกไม่รู้จักจบจักสิ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สามารถกำหนดได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ครับ

