เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.)
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผบช.ปส.,พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์,พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส.
ร่วมประชุมหารือถึงมาตรการและแนวทางป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านทางไปรษณีย์ไทยและพัสดุภัณฑ์ พร้อมชี้แจงมาตรการลงโทษทางกฎหมาย เพื่อบังคับใช้เอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐ ได้ร่วมกันสกัดกั้นจับกุมกลุ่มลูกค้ายาเสพติดทั้งรายย่อยและรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้ค้าหันมาเปลี่ยนวิธี โดยขนส่งเป็นพัสดุผ่านระบบไปรษณีย์ไทยและบริษัทเอกชนเพิ่มมากขึ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดร่วมประชุมหารือและขอความร่วมมือ กำหนดแนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านทางไปรษณีย์ โดยกำหนดแนวทางต่างๆ ได้แก่
1.กำชับและให้ผู้ประกอบการเพิ่มความเข้มงวดการปฏิบัติตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับที่ 5 ปี 2558 ให้บันทึกข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ส่งและผู้รับในการรับ-ส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ และปรับปรุงแก้ไขแอพพลิเคชั่นต้องมีเงื่อนไขในการให้ข้อมูลที่เพียงพอและให้ทำศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อง่ายในการร้องขอต่อการตรวจสอบ
2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงานกับผู้ประกอบการ โดยให้โรงพักทุกสังกัด สำรวจสถานประกอบการที่รับ-ส่งไปรษณียภัณฑ์ทุกเขตพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำ ฝึกอบรมให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงรับแจ้งเหตุหากพบ หรือสงสัยว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย โดยให้แจ้งได้ที่หมายเลข 1599, สายด่วน 191 ทุกจังหวัดและ 1386 สำนักงาน ป.ป.ส.
3. หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดที่ไม่มีมาตรการที่รัดกุม เพิกเฉยหรือปล่อยปละละเลยให้ลักลอบขนส่งยาเสพติด สถานประกอบการนั้นอาจถูกสั่งปิดชั่วคราวหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตรวมถึงต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวต่อ และ 4. หากพบว่าผู้กระทำผิด ส่งยาเสพติดผ่านผู้ประกอบการรายเดิมซ้ำๆ ส่อพฤติกรรมให้ความช่วยเหลือสนับสนุน ภาครัฐจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ. ศ. 2534 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับพร้อมยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบต่อไป
เมื่อถามว่า แม้บริษัทผู้ประกอบการต่างๆ จะมีมาตรการตรวจสอบบัตรประชาชน หรือสแกนพัสดุแล้ว แต่ผู้ประกอบการบางรายกลับอ้างว่า หากเปิดพัสดุเพื่อตรวจสอบจนทำให้ของเสียหายจะถูกผู้ใช้บริการฟ้องกลับทำให้ไม่กล้าเปิด จึงยังมีผู้ลักลอบใช้เป็นช่องทางขนส่งยาเสพติดได้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่เป็นตัวกลางรับส่งพัสดุจะอ้างไม่รู้เห็นไม่ได้ ทั้งที่มีเครื่องมือและวิธีการตรวจสอบอยู่แล้ว อีกทั้งผู้ส่งพัสดุต้องยืนยันให้ชัดเจนว่าของที่ส่งไปไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย โดยในวันนี้จะประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและการดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังต่อไป
พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กล่าวภายหลังประชุมนาน 1 ชั่วโมงครึ่งว่า ปัจจุบันพบว่ามีการส่งพัสดุมากขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะการส่งของทางออนไลน์ที่ตามตัวได้ยาก จากนี้จึงต้องดำเนินการทำงานให้รัดกุมมากขึ้นและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะการบันทึกข้อมูลและภาพวงจรปิดให้มีระยะเวลา 180 วัน เพื่อให้ขยายผลถึงตัวผู้ส่งกรณีกระทำผิด ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งและเจ้าหน้าที่รัฐต้องปรับการทำงานเข้าหากัน เพราะยังมีอุปสรรคเรื่องพัสดุจำนวนมาก ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ทั้งหมด จะต้องตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าอบรมให้ความรู้ หากตรวจพบสิ่งของต้องสงสัย ทั้งนี้หากผู้ประกอบการละเลย หรือมีส่วนร่วมกระทำผิด ก็จะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันปราบปรามยาเสพติดต่อไป
ด้านนายกำพุธ อยู่คง ผู้ช่วยผู้จัดการบริหารด้านระบบบริการบริษัทไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย มีมาตรการตรวจคัดกรองสิ่งของตั้งแต่ต้นทาง โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจพิรุธจากใบหน้าผู้ถือบัตรประชาชนตรงกันกับตัวผู้ส่งหรือไม่ เพื่อบันทึกในฐานข้อมูลที่สามารถใช้ติดตามทางคดีได้ โดยที่ทำการไปรษณีย์ยังมีกล้องวงจรปิดคอยจับภาพผู้ใช้บริการ ปัจจุบัน ที่ทำการไปรษณีย์มีทั้งหมดเกือบ 6,000 แห่ง ในจำนวนนี้มี 19 แห่ง ที่มีเครื่องเอ็กซเรย์ขนาดใหญ่ไว้เอ็กซเรย์พัสดุ จึงทำให้การลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมายทำได้ยาก
อีกทางหนึ่ง ก็จะตรวจข้อมูลที่จ่าหน้าพัสดุนั้นชัดเจนเพียงใด พร้อมสอบถามว่าส่งอะไรเป็นของผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบพิรุธและผู้ส่งปฏิเสธไม่ให้ตรวจสอบก็จะไม่ดำเนินการจัดส่ง เช่นเดียวกับกรณีผู้ใช้บริการฝากส่งของโดยแพ็กมาเองก่อน หากเจ้าหน้าที่ตรวจดูแล้ว หีบห่อไม่แข็งแรงจะแนะนำให้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นของไปรษณีย์แทน
นายกำพุธ กล่าวต่อ เชื่อว่าสาเหตุที่ยังมีผู้ลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมายทางไปรษณีย์นั้น เนื่องจากมาตรการตำรวจทหารที่เข้มงวด ทำให้ผู้กระทำผิดหาช่องทางในการขนส่งด้วยวิธีดังกล่าวซึ่งไม่เป็นที่นิยม เพราะต้องแสดงตัวและถูกบันทึกข้อมูลทั้งผู้รับผู้ส่ง นอกจากนี้ ทางเรายังได้เชื่อมข้อมูลต่างๆ กับภาครัฐให้เข้าตรวจสอบได้ทันที

นายศราวุธ สงวนสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป บริษัทนิ่มเอ็กซเพลส กล่าวว่า ภาคเอกชนจะมีมาตรการหลักคือจะไม่รับส่งของหากผู้ส่ง ไม่มีบัตรประชาชน เพื่อใช้สำหรับนำจับกรณีส่งสิ่งของผิดกฎหมาย แต่ยอมรับว่า บริษัทเอกชนส่วนมาก ไม่มีเครื่องเอกซเรย์สิ่งของเพราะมีมูลค่าสูง ยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนที่ทำให้มีผู้ลักลอบส่งของผิดกฎหมาย เนื่องจากบริษัทเอกชนไม่มีสิทธิ์แกะสิ่งของตรวจสอบ หากพบพิรุธจึงต้องริบไว้ก่อนประสานตำรวจเข้ามา อีกทั้งในวันหนึ่งมีพัสดุที่ต้องส่งจำนวนมาก หากแกะตรวจและปิดผนึกดังเดิมทั้งหมดจะไม่ทันกำหนดส่ง อย่างไรก็ตาม การประชุมในวันนี้นับเป็นเรื่องดี ที่จะได้พูดคุยถึงปัญหาข้อบังคับต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานที่ไม่ตรงกัน


