ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ นับเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือนแล้วที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ซึ่งได้รับการคัดสรรเข้ามาตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 86/2557 เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เป็นการชั่วคราว เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในสภากรุงเทพมหานคร
ถือเป็นครั้งแรกที่ ส.ก.กลุ่มนี้เข้ามาด้วยวิธีที่ค่อนข้างพิเศษ
เป็นที่รู้กันว่าในภาวะบ้านเมืองเป็นปกติ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษ บริหารจัดการภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มีคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้ง และปลัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นฝ่ายข้าราชการประจำ มี ส.ก.ที่มาจากการเลือกตั้งอีก 61 คน เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนี้ยังมี ส.ข.อีกเขตละ 7-8 คน ดูแลประชาชนในพื้นที่
หากถามว่า ทั้ง 2 สถานการณ์มีความ “เหมือน” หรือ “แตกต่าง” และมี “ข้อดี” หรือ “ข้อด้อย” อย่างไร
“ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ” ประธานสภากรุงเทพมหานคร บอกว่า ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ รัฐบาล คสช.ได้กำหนดให้มี ส.ก.ที่มาจากการคัดสรรเพียง 30 คน จากเดิมมีถึง 61 คน และไม่อนุญาตให้มีการเลือกตั้ง ส.ข.
นั่นหมายความว่ามี ส.ก.เพียง 30 คนเท่านั้นปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการบริหารงานของคณะผู้บริหาร กทม. ซึ่งค่อนข้างจะไม่สัมพันธ์กับภาระงาน เพราะแต่เดิมมี ส.ก.จำนวน 61 คน กระจายไปดูแลพื้นที่ กทม.ทั้ง 50 เขต และยังมี ส.ข.อีกจำนวนหนึ่งที่ช่วยให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้น แต่ข้อดีคือ ส.ก.ทั้ง 30 คนล้วนมีคุณภาพ เพราะคุณสมบัติของคนที่เข้ามาเป็นทั้งข้าราชการและอดีตข้าราชการ ไม่ต่ำกว่าระดับ 9-10 จากเกือบทุกกระทรวง ทบวง กรม เป็นทั้งอัยการ อธิบดี รองอธิบดี มาจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กฤษฎีกา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อดีตข้าราชการระดับสูงใน กทม.
แล้วเวลา 1 ปี 8 เดือนที่มาตามประกาศ คสช. พอใจกับการทำงานหรือไม่ ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์บอกว่า ส.ก.ทั้ง 30 คน คัดเลือกมาจาก 120 คน วันนี้เหลือ ส.ก.ทำงานเพียง 29 คน เสียชีวิตไป 1 คน และ คสช.ไม่ได้แต่งตั้งเพิ่ม และทั้ง 29 คนที่เหลือก็ทำงานกันเต็มที่ เพราะทุกคนสมัครใจที่จะมาทำหน้าที่นี้ตั้งแต่ต้น ในการทำงานได้แบ่งกันดูแลพื้นที่ตามความสมัครใจ เช่น บ้านหรือที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ไหนก็ดูแลพื้นที่นั้น หรือสนใจในพื้นที่นั้น เฉลี่ยคนละ 2 เขต แต่ก็ยังดี คนพวกนี้อย่างน้อยที่สุดมีทีมงานคอยช่วย แต่สิ่งที่หายไปคือขาด ส.ข. ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้มีเขตละ 7-8 คน ตามจำนวนประชากร แต่ปัจจุบันไม่มี เท่ากับขาดเครื่องมือสำคัญในพื้นที่ไป 300 กว่าคน แต่แม้ ส.ก.จะเหลือเพียงครึ่งเดียว แต่สภากรุงเทพมหานครยังคงแบ่งคณะทำงานตามรูปแบบเดิม ล้อไปตามภาระงานของฝ่ายบริหารคือ มีคณะกรรมการวิสามัญ 11 คณะ ทำหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบงานด้านต่างๆ เพื่อตั้งญัตติ กระทู้ถาม และให้ข้อแนะนำแก่ฝ่ายบริหารในที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร
ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์บอกว่า มองในแง่ดีวันนี้ ด้วยอำนาจของรัฐบาล คสช.ทำให้ กทม.ได้รับการสนับสนุนภารกิจหลายด้าน ที่ชัดมากคือการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย ถ้าไม่มีอำนาจจาก คสช.มา
สนับสนุน โอกาสจะสำเร็จยากมาก แต่วันนี้เพราะประชาชนเกรงกลัวและ คสช.ค่อนข้างจริงจัง เรื่องนี้จึงต้องให้เครดิตรัฐบาล เพราะในทางปฏิบัติที่ผ่านมา กทม.ก็พยายามทำ แต่มีเรื่องคะแนน เรื่องการเมือง และการสนับสนุนของภาครัฐยังไม่เต็มที่ เพราะ กทม.มีสูตรสำเร็จในการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา ผู้บริหารของเมืองหลวงมักจะได้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เรื่องนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้งานเดินไม่สะดวก การบริหารเมืองไม่สะดวก เพราะในวันนี้ยังไม่ปฏิรูปให้เหมาะสมกับการบริหารเมือง ทุกคนยังหวงอำนาจ
เขาบอกว่าเป็นลูกหม้อ กทม.โดยแท้ เพราะโอนย้ายจากกระทรวงมหาดไทยเข้ามาอยู่ในองค์กรนี้ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนแรก “นายชำนาญ ยุวบูรณ์” ได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้ว่าฯทุกคน โดยเฉพาะผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งผู้ว่าฯ “ธรรมนูญ เทียนเงิน” ที่มาจากการเลือกตั้งคนแรก ไล่มา “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” “ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา” “นายพิจิตต รัตตกุล” “นายสมัคร สุนทรเวช” “นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน” กระทั่ง “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” เห็นว่ายังมีเรื่องสำคัญที่ฝ่ายบริหารต้องเร่งดำเนินการในช่วงนี้ คือ เรื่องการจัดเก็บรายได้ให้ท้องถิ่น หรือแม้แต่การปรับปรุงข้อบัญญัติต่างๆ ที่เป็นการเพิ่มรายได้ เช่น ข้อบัญญัติเก็บค่าขยะมูลฝอย ข้อบัญญัติจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น เพราะในท้องถิ่นอื่นๆ ดำเนินการกันไปหลายแห่งแล้ว แต่ของ กทม.ที่ล่าช้า เพราะก่อนหน้านี้ทั้งผู้ว่าฯกทม. ส.ก. และ ส.ข. ล้วนมาจากการเลือกตั้ง ทุกคนกลัวเสียคะแนนเสียงหากไปเพิ่มอัตราการจัดเก็บรายได้จากประชาชน แต่สภากรุงเทพมหานครคณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วคือการจัดเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมัน
แต่ถ้าจะให้การบริหารงาน กทม.ราบรื่นและเหมาะสม จะต้องให้ทั้ง “หน้าที่” และ “อำนาจ” แต่ปัจจุบันมีหน้าที่ของ กทม.แต่ไม่มีอำนาจ เช่น กิจการตำรวจก็ไม่ได้ขึ้นกับ กทม. ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ก็ไม่ได้ขึ้นกับ กทม. เลยเถิดไปถึงระบบขนส่งมวลชน การทางพิเศษ รถไฟฟ้าใต้ดิน รวมทั้งพื้นที่บางพื้นที่ เช่น ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนศรีนครินทร์ ฯลฯ ก็ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. เวลาเกิดปัญหาหรือจะต้องใช้งบประมาณ จึงมักจะมีการโยนกันไป-มา นี่คือปัญหาของความไม่เชื่อมโยง ไม่สนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่น เราต้องยอมรับว่าวันนี้รัฐบาลมาอยู่ในกรุงเทพฯ ฉะนั้นศูนย์รวมอำนาจทั้งหมดจึงอยู่ที่รัฐบาล คนเป็นผู้ว่าฯกทม.จึงเหมือน “เป็นยักษ์แต่ไม่มีกระบอง” มีแต่หน้าที่ ไม่มีอำนาจ ยิ่งถ้าเป็นการเมือง 100% คนละพรรคกับรัฐบาลยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่อง
“หากถอยหลังมาพูดถึงวันนี้ ผมว่ามันคล่องตัวขึ้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้ว่าฯกทม.ด้วย ว่าจะอาศัยจังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใด ควรจะทำอะไรให้เต็มที่” ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์กล่าว และว่า ในหน้าที่ประธานสภา กทม.ที่อยากเห็นมากๆ และต้องทำให้จริงจังคือต้อง “ปฏิรูป กทม.”

