ถึงวันนี้หมายจับที่ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือ “ดีเอสไอ” ถืออยู่ในมือเพื่อจับกุมตัว “พระธัมมชโย” ในคดีฟอกเงินและรับของโจร ในกรณีรับเช็คจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และนักโทษคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ ก็ยังไม่สัมฤทธิผล
พระธัมมชโยยังคงอยู่ในวัดพระธรรมกายที่สลับซับซ้อนและมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 3,000 ไร่ ยังไม่นับ “ศิษยานุศิษย์” ที่พร้อมจะพลีตัวเองเป็น “กำแพงมนุษย์” เข้าขัดขวางปฏิบัติการของดีเอสไอ
ในวันที่สถานการณ์ตึงเครียด มีโอกาสได้เดินทางไปสำรวจบรรยากาศที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พูดคุยกับลูกศิษย์ที่มาปฏิบัติธรรม และชาวบ้านที่อาศัยตลอดจนทำมาหากินอยู่ในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งต้องสารภาพว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก และกว่าจะมีคนยอมคุยด้วยต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ
เริ่มต้นที่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย คนแรกที่ยอมพูดคุยด้วย คือ สมจิตร์ พันธุ์ลิกะ อายุ 52 ปี ชาวคลองสี่ ที่ปฏิบัติธรรมกับวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี 2543 หญิงวัยกลางคนผู้ศรัทธาหลวงพ่อธัมมชโยเป็นอย่างมาก
สมจิตร์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ปฏิบัติธรรมถือศีลอยู่วัดตะวันเรือง ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง แต่ต่อมาลองเข้ามาปฏิบัติธรรมที่วัดวัดพระธรรมกาย ก็รู้สึกว่าใช่ เพราะหลวงพ่อสอนดี เช่น การอยู่ร่วมกัน การมีไมตรีต่อกัน ให้รู้จักเมตตา สร้างความสามัคคีและความเป็นหมู่คณะ อย่างตอนน้ำท่วมปี 2554 ถ้าไม่มีหลวงพ่อคงตายกันหมด หลังจากนั้นจึงตัดสินใจขายรถแล้วนำเงินมาถวายหลวงพ่อ คนที่บูชาพระเดชพระคุณหลวงพ่อต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตายแทนหลวงพ่อ” ได้
สมจิตร์บอกว่า ทุกวันนี้ศิษยานุศิษย์ยังเจริญภาวนากันเหมือนเดิม ดีเอสไอจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ เรายังอยู่ทางธรรมเหมือนเดิม ไม่คิดไปต่อสู้กับเขาหรอก มองว่าข่าวที่ออกมารุนแรง เพราะเป็นการสร้างข่าวให้รุนแรงให้คนเกลียดวัด สำหรับตนคิดว่าถ้าล้มหลวงพ่อได้ ศาสนาพุทธจะล้มทั้งหมด
“ก่อนหน้านี้เคยเจอหลวงพ่อท่านบ่อย ได้ถวายซองใกล้ๆ ด้วย แต่เดี๋ยวนี้คงไม่ได้เจอเพราะท่านป่วยขึ้น และอาการไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ ท่านป่วยมานานแต่ไม่เคยบอกลูกๆ เลย อย่างการป่วยที่ขาก็ได้เห็นตอนดีเอสไอเข้ามา ปกติไม่ได้เห็นท่านหรอก” สมจิตร์กล่าว
ขณะพูดคุยกับสมจิตร์อยู่นั้น มีอาสาสมัครวัดพระธรรมกายเข้ามาสอบถามว่าพูดคุยอะไรกันบ้าง โดยอาสาสมัครเหล่านั้นพยายามบอกให้สมจิตร์หยุดให้สัมภาษณ์นักข่าว และกลับไปปฏิบัติธรรมตามเดิม
เห็นได้ชัดว่า บรรยากาศในวัดช่วงที่มีข่าวว่าดีเอสไอจะเข้ามาจับกุมพระธัมมชโยนั้น อยู่ภายใต้การสอดส่องของเจ้าหน้าที่วัด ในแต่ละวันจะมีผู้สื่อข่าวมากกว่า 30 สำนักเดินทางมา เริ่มที่การลงทะเบียนที่สำนักสื่อสารองค์กร จากนั้นจะมีอาสาสมัครของวัดประกบแต่ละสื่อว่าบริเวณใดบันทึกภาพได้ บริเวณใดบันทึกไม่ได้ โดยจะมีคณะศิษยานุศิษย์นำอาหารและเครื่องดื่มมาเลี้ยงผู้สื่อข่าวเป็นประจำทุกวัน
ลองขับรถวนบริเวณรอบๆ วัด แวะพูดคุยกับลูกจ้างวัด 2-3 คน พอเขารู้ว่าเป็นนักข่าว ทั้งหมดรีบบอกว่าไม่ทราบเรื่องอะไร หลบสายตา และเดินหนีไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็คุยเรื่องอื่นกันอยู่ดีๆ
ขับรถตระเวนมาจนถึงบริเวณประตู 8 ฝั่งถนนพหลโยธิน ซึ่งปิดอยู่นั้น มีเต็นท์สีจีวรราว 15 หลัง มีพระสงฆ์เฝ้าเวรยามราว 10 รูป เช่นเดียวกับบริเวณประตู 15 ขณะที่ในวัดยังมีการจัดกิจกรรมตามปกติ เช่น โครงการอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทพุทธศาสตร์สากล
จากนั้น มีโอกาสได้พูดคุยกับชาวบ้านในละแวกนั้นอีกคนหนึ่ง คือ อำไพ เตสะอาด อายุ 69 ชาวคลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กล่าวว่า รู้จักวัดพระธรรมกายตั้งแต่ประมาณ 40 ปีที่แล้วที่มีการก่อสร้างวัด พ่อกับแม่ของตนได้นำดินจากที่นาของบ้านไปช่วยสร้างวัดเพราะหวังได้บุญ คนสมัยก่อนพอรู้ว่ามีการสร้างวัดก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แรกเริ่มนั้นอุโบสถดูคล้ายโบสถ์คริสต์ ไม่เหมือนโบสถ์ของวัดอื่นที่หลังคากระเบื้องสีแดง มีช่อฟ้า ใบระกา สมัยก่อนชาวบ้านเล่าลือกันว่าโบสถ์มีห้องใต้ดินด้วย ซึ่งเรื่องนี้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
ท้ายประโยคนั้นมีรอยยิ้มปรากฏอยู่
“ตอนนี้ไม่รู้ว่าพระธัมมชโยอยู่ที่ไหนของวัด เพราะตอนนี้วัดพระธรรมกายเป็นเหมือนอาณาจักรหนึ่ง ไม่เหมือนวัด มีสิ่งก่อสร้างเพิ่มมาเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าแรงจูงใจของวัดมาจากอะไร ส่วนที่ดินนั้นเขาก็มีเยอะเหลือเกิน แทบจะทั่วประเทศ ขนาดป้าไปเกาะช้างยังมีป้ายติดไว้เลยว่าที่ดินของธรรมกาย” อำไพกล่าว พร้อมทั้งแสดงความเห็นต่อการเข้าจับกุมพระธัมมชโยของ
ดีเอสไอ โดยมองว่าดีเอสไอเข้าไม่ถึงตัวหลวงพ่อหรอก เพราะไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของวัดที่ใหญ่โตมาก หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะลงมาจัดการเองก็คงทำอะไรไม่ได้
“ก่อนจะมีเรื่องมีราวอย่างทุกวันนี้ ชาวบ้านอย่างป้าขับรถเข้าไปส่วนไหนของวัดก็ได้ บรรยากาศเหมือนอยู่อีกประเทศหนึ่งเลย สำหรับป้าเองไม่เคยทำบุญกับวัดนี้ มีแต่คนรวยๆ ไปทำ สำหรับคนใกล้ๆ
ละแวกนี้ไม่ค่อยมีใครนับถือเท่าไหร่ มีแต่คนไกลๆ ที่มาทำบุญ วัดมีงานแต่ละครั้งก็มีรถเป็นพันคัน พระเป็นหมื่นรูป ชาวบ้านละแวกนี้มีส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าวัด แต่เข้าไปแล้ว มีเท่าไหร่ก็ให้วัดหมด คนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่เขารู้ลึก แต่ไม่พูดอะไรกัน เพราะกลัว ส่วนคนรุ่นใหม่นั้นน้อยคนที่จะสนใจ” อำไพกล่าว
แม้จะเป็นชาวบ้าน แต่อำไพก็พอจะมองออกว่า คดีความนี้มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวโยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแสดงความเห็นว่าที่มีคดีความ เป็นเพราะรัฐจ้องจะทำลายคนเสื้อแดงที่มองว่าวัด
พระธรรมกายก็มีส่วนด้วย ชาวบ้านละแวกนี้คุยกันว่าอย่างไรเสียก็คงจะไม่พ้นการนองเลือดเกิดขึ้น เรื่องนี้จะเป็นชนวนใหญ่
“เดี๋ยวนี้ชาวบ้านไม่ใช่ตาสีตาสาเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว คนเฒ่าคนแก่ต่างจังหวัดเขาก็เล่นโทรศัพท์มือถือกันหมดแล้ว แป๊บเดียวก็ถึงก็รู้เรื่องกันหมด จะมาปิดหูปิดตาประชาชนมันไม่ได้หรอก” อำไพกล่าว
ขณะที่อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแม่ค้าขายผลไม้อยู่บริเวณตลาดนัดข้างประตู 4 วัด
พระธรรมกาย ซึ่งยอมบอกแต่เพียงชื่อเล่นว่า “เจ๊อ้อย” อายุ 45 ปี บอกว่า ตั้งแต่มีข่าวคดีความ บรรยากาศเงียบเหงาลงถนัดตา
จากเดิมมีคนเข้าออกพลุกพล่าน ตอนนี้จึงค้าขายไม่ดีนัก ทั้งนี้ เมื่อถามถึงการดำเนินคดีของดีเอสไอ ในฐานะคนพื้นที่ใกล้วัดพระธรรมกาย เจ๊อ้อยชักสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะบอกว่า ไม่รู้เรื่องทันที
นี่คือการตระเวนสำรวจรอบๆ บริเวณวัดพระธรรมกาย ในวันที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดขึ้นมาทุกขณะ

