หมอรามาฯ ชี้ “บัตรทอง” ขยายสิทธิปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ต้นแบบใช้งบรัฐคุ้มค่า

28.07.19 | 13:51 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง หัวหน้าสาขาโลหิตวิทยาและโรคมะเร็ง ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี เปิดเผยว่า การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเป็นวิธีการรักษาที่มีมานาน โดยในประเทศไทยเริ่มครั้งแรกเมื่อ 30 ปี ถือเป็นมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับโลหิตวิทยา อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคธาลัสซีเมีย และไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น ซึ่งทั่วโลกให้การยอมรับ ในอดีตเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจะนำมาจากไขกระดูกเท่านั้น แต่ปัจจุบันสามารถนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมาจากหลอดเลือดและรกได้

ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อยู่ที่รายละ 1-3 ล้านบาท ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองที่จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตสามารถรับการรักษาได้ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่เป็นไปตามข้อบ่งชี้ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตนี้จะมีทั้งการปลูกถ่ายที่ใช้เซลล์ของตนเองและเซลล์ที่รับบริจาค ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายฯ ภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้วจำนวนมาก โดยจำกัดเฉพาะกรณีที่ผู้บริจาคเป็นญาติพี่น้องผู้ป่วยเท่านั้น

ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่า แต่ในปี 2563 เพื่อให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ขยายสิทธิให้ครอบคลุมการปลูกถ่ายโดยใช้เซลล์ของผู้บริจาคผ่านสภากาชาดไทย เนื่องจากผู้บริจาคต้องมีเนื้อเยื่อเอชแอลเอ (Human Leukocyte Antigen: HLA ) ตรงกันกับผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้บริจาคเป็นญาติพี่น้อง โอกาสที่เนื้อเยื่อนี้จะตรงกันมีเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น แต่หากขยายครอบคลุมถึงผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง โอกาสในการหาผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อตรงกับผู้ป่วยจะมีถึงร้อยละ 40-50 ซึ่งขณะนี้มีผู้สมัครใจแสดงเจตจำนงบริจาคเซลล์เม็ดเลือดกับสภากาชาดไทยแล้วประมาณ 200,000 ราย

“การรักษาปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต หมอจะเป็นผู้พิจารณาว่าคนไข้จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายหรือไม่ เริ่มต้นอาจตรวจดูเนื้อเยื่อของญาติพี่น้องผู้ป่วยที่บริจาคก่อน หากไม่มีก็จะส่งตัวอย่างเนื้อเยื่อผู้ป่วยไปยังสภากาดไทยเพื่อเทียบเคียงกับเนื้อเยื่อของผู้บริจาค ซึ่งในขั้นตอนนี้มีค่าใช้จ่าย 5,000 บาทต่อการตรวจเนื้อเยื่อเทียบเคียงกับผู้บริจาค 1 ราย ผู้ป่วยต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอง เนื่องจากสิทธิบัตรทองจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตได้เท่านั้น ซึ่งหากพบผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อตรงกัน สภากาชาดไทยจึงจะเรียกผู้บริจาคมาบริจาค” ศ.นพ.สุรเดช กล่าวและว่า ทั้งนี้การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตแตกต่างจากการบริจาคอวัยวะ เนื่องจากผู้บริจาคสามารถทำการบริจาคได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

ศ.นพ.สุรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ในปี 2563 สปสช.ได้ขยายสิทธิประโยชน์การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตให้ครอบคลุมการรักษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย เนื่องจากผลการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ชี้ชัดว่ามีความคุ้มค่าในการรักษา เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องรับการถ่ายเปลี่ยนเลือดและยาขับเหล็กอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิตและไม่หาย ขณะที่การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทำเพียงครั้งเดียวและมีโอกาสหายขาดได้ถึง ร้อยละ 90 จึงเป็นวิธีการดูแลผู้ป่วยที่ดีกว่าและคุ้มค่า กรณีนี้ยังถือเป็นแบบอย่างการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐที่คุ้มค่า แม้ว่าจะต้องใช้งบประมาณมาก ในระยะยาวถือว่าดีกว่าทั้งกับตัวผู้ป่วยเองและภาระงบประมาณ

Advertisement

“ทั้งนี้ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเรื่องใหญ่และประชาชนต้องสนใจ ไม่ใช่แค่เรียกร้องสิทธิ แต่ต้องดูว่าทำอย่างไรจึงจะคุ้มค่า และวันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะมาพูดคุยกันว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าระบบจะเดินไปอย่างไร เพราะยังมีความท้าทายรออยู่ ทั้งวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจะต้องมีวิธีการจัดการและงบประมาณรองรับ ไม่ใช่มุ่งตั้งเป้ารักษาอย่างเดียว ซึ่งความเจ็บป่วยของประชาชนถือเป็นศักดิ์ศรีมนุษย์ที่รัฐต้องดูแล แต่การดูแลอย่างไรจึงจะคุ้มค่าและรัฐบาลไม่ถังแตก ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันคิ” ศ.นพ.สุรเดช กล่าว