กรณีมีกระแสข่าวว่าสาเหตุที่นายจักกพันธุ์ ผิวงาม และนายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เนื่องจากโครงการประกวดราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดขยะมูลฝอยโดยระบบเตาเผาขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชและหนองแขม วงเงิน 13,140 ล้านบาท ที่ระหว่างถูกหน่วยงานภายนอกตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล ซึ่งทั้ง 2 คน ไม่ต้องการเป็นผู้ลงนามอนุมัติโครงการ โดยก่อนหน้านั้นนายจักกพันธุ์ได้ทำบันทึกไปถึงปลัด กทม. 4 ข้อ เพื่อให้สำนักสิ่งแวดล้อม ในฐานะเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ ต่อมานางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัด กทม.ชี้แจงว่าได้ผ่านเรื่องต่อให้รองปลัด กทม.ดำเนินการแล้ว ซึ่งขอติดตามก่อนว่าได้มีการดำเนินการเรื่องนี้แล้วหรือไม่นั้น
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม นางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ รองปลัด กทม. ในฐานะกำกับดูแลสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากได้รับมอบหมายจากปลัด กทม.ได้ส่งต่อเรื่องดังกล่าวให้ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมแล้ว ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรให้ไปสอบถามที่ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากโครงการนี้ไม่ได้ต้องยืดเยื้อเพราะยังไม่มีคนลงนามอนุมัติโครงการ จะส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการขยะของ กทม.หรือไม่ นางวิภารัตน์ กล่าวว่า ในระยะอันใกล้นี้อาจจะยังไม่มีผลกระทบใดๆ เพราะมีแผนงานรองรับคือการจ้างเหมาเอกชนให้ฝังกลบขยะ แต่หากยืดเยื้อออกไปนานกว่านี้อาจจะส่งผลกระทบ เนื่องจากขยะที่ตกค้างใน กทม.มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญแม้ว่าโครงการจะได้รับการอนุมัติ และมีเอกชนดำเนินการแต่การก่อสร้างโรงงานจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี และจะนับเวลาของสัมปทานตั้งแต่วันที่มีการเดินระบบโรงงานไปจนครบอายุ 20 ปี
นางวิภารัตน์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การที่ กทม.ไม่สามารถดำเนินโครงการเตาเผาขยะนี้ได้ อาจจะไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ก่อนหน้านี้ตั้งเป้าให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศลดการกำจัดขยะด้วยกระบวนการฝังกลบ ร้อยละ 30-50 ภายในปี 2565 และเป็นเรื่องที่ อปท.ทั่วประเทศ รวมถึง กทม.จะต้องดำเนินการ
ด้านนายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวว่า หากถามถึงบันทึก 4 ข้อ ของอดีตรองผู้ว่าฯ กทม.ที่ให้สำนักสิ่งแวดล้อมจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ยืนยันว่าหลังจากรับเรื่องแล้วได้มีการชี้แจงในรายละเอียดทุกประเด็น ทั้งตอบและส่งเรื่องกลับไปให้รองผู้ว่าฯ กทม.พิจารณาภายใน 7 วัน
“ส่วนรายละเอียดที่ชี้แจงว่าอย่างไรนั้น จำไม่ได้ แต่ยืนยันว่าได้ชี้แจงไปละเอียดมาก ทั้งนี้ในฐานะผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ขอย้ำว่าการลาออกของรองผู้ว่าฯ กทม.ทั้ง 2 คน ไม่ได้เกี่ยวพันกับเรื่องโครงการกำจัดขยะแน่นอน” นายชาตรี กล่าว
เมื่อถามว่าจากนี้ไปใครจะดูแลโครงการเตาเผาขยะต่อ นายชาตรี กล่าวว่า พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าฯ กทม.ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าฯ กทม.ให้กำกับดูแลสำนักสิ่งแวดล้อม ซึ่ง พล.ต.ท.โสภณ จะต้องมาพิจารณาต่อ ส่วนโครงการนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคณะผู้บริหาร
“เรื่องเตาเผาขยะนั้น กทม.คิดมานานมากใช้เวลากว่า 20 ปี แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหารที่เข้ามา แต่ในฐานะหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบจำเป็นต้องพัฒนาระบบไปเรื่อยๆ เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าการฝังกลบแม้จะยังสามารถทำได้และมีมาตรฐานที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในอนาคตอาจจะมีปัญหา ในกรณีเกินน้ำท่วม และถูกชุมชนต่อต้าน เนื่องจากปัจจุบันขยะในกรุงเทพมหานครมีประมาณ 10,700 ตันต่อวัน และร้อยละ 80 ถูกนำไปฝังกลบด้วยวิธีมาตรฐานในต่างจังหวัด แต่หากถูกชุมชนต่อต้านก็อาจเกิดปัญหาได้ ถ้า กทม.ไม่มีที่ฝังกลบขยะเหล่านี้ก็ต้องตกค้างถูกกองไว้ในกรุงเทพฯ ดังนั้นเตาเผาจึงมีความจำเป็น” นายชาตรี กล่าวและว่า รัฐบาลตั้งเป้าให้ อปท.ทั่วประเทศ ลดการฝังกลบขยะร้อยละ 30-50 ภายใน ปี 2565 ซึ่ง กทม.มีแผนว่าในปีนั้นจะลดการฝังกลบให้ได้มากกว่าร้อยละ 50 ด้วย

