สปสช.ในบท “หน่วยงานกลาง” ฐานข้อมูลทะเบียนสิทธิ-เบิกจ่าย 3กองทุนสุขภาพรัฐ

1.08.19 | 17:17 น.

แต่ละปีละประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเกือบ 5 แสนล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ซึ่งหากไม่ทำอะไรเลยมีโอกาสสูงที่ตัวเลขค่ารักษาพยาบาลของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การบูรณาการข้อมูลด้านสุขภาพของประเทศ จึงมีความสำคัญ

ทั้งนี้ นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีแผนดำเนินการใน 2 เรื่องหลัก คือ การจัดตั้งหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการทะเบียนสิทธิรักษาพยาบาลของประชาชน (National Beneficiary Registration Center) และหน่วยงานกลางในการจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายและระบบข้อมูลบริการสาธารณสุข (National Clearing House)

นพ.การุณย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ดูแลค่ารักษาพยาบาลของรัฐ 3 แห่ง คือ 1.กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ดูแลสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเกือบ 5 ล้านคน 2.สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ดูแลสิทธิประกันสังคม ประมาณ 12 ล้านคน และ 3.สปสช. ดูแลสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ประมาณ 48 ล้านคน ทั้งหมดต้องการให้มีหน่วยงานกลางในการจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะถ้าไม่มี ข้อมูลต่างๆ จะกระจัดกระจาย

”รัฐบาลต้องการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนภาครัฐ โดยเริ่มจากการบูรณาการข้อมูล เพื่อให้มีข้อมูลวิเคราะห์ สังเคราะห์ ที่สำคัญข้อมูลมีผลในการบริหารสวัสดิการรักษาพยาบาล จุดประสงค์คือ ต้องการบูรณาการข้อมูลที่กระจัดกระจายเพื่อให้เกิด National Health Information Center ซึ่งรัฐบาลพยายามผลักดัน เพื่อให้การกำหนดนโยบาย การบริหารงานด้านสุขภาพของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญจะช่วยลดภาระของสถานพยาบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 มอบหมายให้ สปสช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายฯ และให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความร่วมมือ ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือดี”Ž นพ.การุณย์ กล่าว

รองเลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า ล่าสุดในส่วนของโรงพยาบาลที่ดูแลสิทธิข้าราชการ พบว่าเกือบ 1,200 แห่ง ส่งข้อมูลมาที่ สปสช.เกือบหมด ยกเว้นโรงพยาบาลใหญ่ และโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์อีกประมาณ 168 แห่ง ที่ยังไม่ดำเนินการ ส่วนโรงพยาบาลเครือข่ายประกันสังคม ให้ความร่วมมือในการส่งข้อมูลผู้ป่วยเอดส์/เอชไอวี โรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง และยาบางตัว ในภาพรวมจะเห็นว่าได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ดีมาก ส่วนอีก 125 หน่วยงาน จะมีประชากรอยู่ประมาณ 8 แสนคน สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 7,856 แห่ง ดูแลประชากรประมาณ 7 แสนคน รวม 2 ส่วนนี้ มีประมาณ 1.5 ล้านคน ที่เหลืออีกประมาณ 65 ล้านคน จะอยู่ใน 3 กองทุนสุขภาพของรัฐ

Advertisement

นพ.การุณย์ กล่าวยอมรับว่า ในช่วงเริ่มต้น แนวทางนี้มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ ทั้งการทำความเข้าใจกับหน่วยงาน ต้องปรับปรุงโปรแกรม และโรงพยาบาลก็ยังไม่เข้าใจในระบบใหม่ ต้องใช้เวลาชี้แจงทำความเข้าใจกัน แต่ขณะนี้ระบบเข้าที่แล้ว เพียงแต่ยังมีบางส่วนที่ยังไม่บูรณาการ ซึ่งต้องทำต่อไป แต่ในส่วนที่บูรณาแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่มีปัญหา ซึ่งนับจากที่เริ่มดำเนินการ เป็นเวลา 5 ปีเศษ ผลที่เกิดตามมติ ครม. ทำให้ได้บูรณาการข้อมูล

”ขณะนี้ สปสช.ทำข้อมูลสิทธิต่างๆ ของ อปท.ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ที่ ครม.มีมติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 ให้ สปสช.ดูแลคนไทยทุกคนด้วย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดต้องส่งมาที่ สปสช.และ สปสช.จะดำเนินการต่อให้หน่วยงานต่างๆ จ่ายเงินให้กับโรงพยาบาล ซึ่งครอบคลุมทั้งรัฐและเอกชน นอกจากนี้ ข้อมูลเหล่านี้ถูกไปใช้บริหารจัดการ โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ใช้ในการวางนโยบาย ตัดสินใจ กำหนดขอบเขต สิทธิประโยชน์ และจัดทำงานรายประจำปีเสนอ ครม. สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา จะมีหน่วยงานต่างๆ ขอข้อมูลไปใช้วิเคราะห์ วางแผน ทำวิจัยต่างๆ เช่นใน ปี 2561 มีการขอเข้ามาประมาณ 100 กว่าคำขอ หรือเฉลี่ย 3-4 วัน มีการขอข้อมูลเข้ามา 1 ครั้ง ถือว่ามากŽ” นพ.การุณย์ ระบุ

นอกจากนี้ นพ.การุณย์ ยังบอกด้วยว่า การจัดตั้งเคลียริ่ง เฮ้าส์ ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก เพราะแต่ละปีประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งสูงมาก ในจำนวนนี้เป็นส่วนที่รัฐจัดให้เกือบ 4 แสนล้านบาท ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าไม่มีข้อมูล ก็ไม่สามารถมองภาพใหญ่ หรือทำให้สมบูรณ์ได้ แต่เมื่อมีหน่วยงานนี้ จะรู้ว่าประชาชนต้องการอะไร ยังขาดอะไร ตรงไหนยังมีปัญหา จะต้องให้ความสนใจกับเรื่องไหนเพื่อดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งจะสามารถวิเคราะห์ต่อยอดได้ว่าในอนาคตจะเพิ่มหรือลดตรงไหน จะปรับสิทธิอย่างไรให้สนองความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังต้องแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานที่ทำอยู่เดิม ทั้งเรื่องการรับข้อมูล กำหนดมาตรฐานข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เช่น การจ่ายชดเชย ต้องมีกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (ดีอาร์จี) ต้องมีหน่วยงานวิชาการทำงานร่วมกัน นอกจากนั้น ต้องพัฒนาไปสู่ National Health Information เพื่อให้เกิดบิ๊กดาต้าอย่างที่รัฐบาลต้องการ

ในส่วนของการบริหารจัดการทะเบียนสิทธิฯ นพ.การุณย์ กล่าวว่า ครม.มีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ให้ สปสช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางบริหารจัดการทะเบียนสิทธิการรักษาพยาบาล ขณะนี้มี 128 หน่วยงาน ที่มีการจัดสวัสดิการให้กับบุคคลในครอบครัวด้วย แต่บุคคลในครอบครัว บางครั้งมีสิทธิในหน่วยงานที่รัฐจัดให้มากกว่า 1 สวัสดิการ จึงเกิดความซ้ำซ้อน และเป็นปัญหาในการลำดับสิทธิและการจัดสรรงบประมาณ จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานกลางมาทำหน้าที่ โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ สปสช.ดำเนินการตามมาตรา 5 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่ระบุว่า สปสช.มีหน้าที่จัดสรรบริการสุขภาพให้กับคนไทยทุกคนที่ยังไม่มีสวัสดิการที่รัฐจัดให้


“ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรู้ว่า ใครที่รัฐจัดให้แล้ว ใครที่รัฐยังไม่จัดให้ และคนที่ยังไม่ได้ จะต้องให้สิทธิหลักประกันสุขภาพแก่เขา หมายความว่า ใครที่ไม่มีสวัสดิการใดๆ เลยจะตกมาอยู่ที่บัตรทอง ซึ่งในมติ ครม.ระบุว่าต้องมีคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาระบบทะเบียนสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชน ในเรื่องสิทธิสวัสดิการนี้ จึงจัดตั้งคณะทำงาน 1 ชุด โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือแนวทาง ศึกษาสิทธิประโยชน์ของแต่กองทุน และทั้ง 128 หน่วยงาน โดยต้องลำดับสิทธิ ชี้แจงให้เข้าใจถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น จัดทำโปรแกรมเพื่อเตรียมรองรับ และกำหนดสิทธิให้เข้ามาใช้โปรแกรม และกำหนดรูปแบบในการส่งข้อมูลŽ” นพ.การุณย์ กล่าว

ทั้งนี้ รองเลขาธิการ สปสช. ระบุว่า ผลจากการดำเนินการ ช่วงแรกพบว่า หน่วยงานไม่อยากส่งข้อมูล เพราะ 1.กลัวเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เกรงจะเปิดเผยความลับ ละเมิดสิทธิของพนักงาน 2.ไม่อยากส่งข้อมูลเพราะกลัวจะไม่ได้ใช้สิทธิบัตรทอง และยังพบด้วยว่า ความซ้ำซ้อนมีอยู่จริง ถ้าสามารถตัดความซ้ำซ้อนนี้ได้ จะประหยัดงบได้ปีละ 750 ล้านบาท และทำให้เกิดฐานทะเบียนสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชน

นพ.การุณย์ บอกว่า การจัดทำทะเบียนสิทธินี้ หากสำเร็จจะเป็นประโยชน์มาก เพราะข้อมูลจะเข้าไปอยู่ในบัตรประชาชน หรือสมาร์ท การ์ด ซึ่งรัฐบาลมีความพยายามให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวอยู่แล้ว และประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิผ่านออนไลน์ หรือโมบายแอพพิเคชั่นได้ ขณะที่โรงพยาบาลก็สามารถตรวจสอบสิทธิได้จากบัตรประชาชน ที่สำคัญหน่วยงานอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลก็สามารถติดต่อไปที่ สปสช.ขอเชื่อม หรือผ่านระบบเข้าไปตรวจสอบได้ นอกจากนั้นยังเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกคน

”แต่กว่าจะมีถึงจุดนี้ ต้องมีความร่วมมือของ 128 หน่วยงาน ซึ่งขณะนี้เหลือเพียง 13 หน่วยงาน ที่ยังไม่ให้ความร่วมมือ เพราะอยู่ระหว่างพิจารณาแผนดำเนินการบ้าง กำลังดำเนินการบ้าง เช่น ธนาคารออมสิน ที่มีพนักงานราว 5,000 คน และอยู่ระหว่างดำเนินการเข้า สปสช. เดิมสมาชิกในครอบครัวได้สวัสดิการวงเงิน 80,000 บาทต่อปี ไปใช้สิทธิที่โรงพยาบาลเอกชนก็ได้ เพราะสะดวก แต่หากคนนั้นเจ็บป่วยหนัก ก็ไม่พอ หรือโรคเรื้อรังบางโรค รับยาไม่กี่เดือนก็ไม่พอ แต่ถ้าใช้สิทธิบัตรทองดูแลทั้งหมด เพียงแต่ต้องเข้าโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งถ้า สปสช.ไม่รู้ เขาก็จะใช้สิทธิ 2 ทาง แต่เมื่อมาถึง สปสช.เขาอาจจะไม่ได้รับสิทธินั้น เพราะซ้ำซ้อน ดังนั้น ขณะนี้พนักงานออมสินจึงอยู่ระหว่างเลือกว่าบุคคลในครอบครัวจะเลือกใช้สิทธิตรงไหน เป็นการเลือกครั้งเดียวใช้สิทธิตลอดชีวิต”Ž นพ.การุณย์ กล่าวและว่า กรณีธนาคารออมสินนั้น ในความเป็นจริงวงเงิน 80,000 บาทต่อปี ไม่พอ เพราะยิ่งอายุมากขึ้น การเจ็บป่วยหรือไปโรงพยาบาลจะมีมากขึ้น ถ้ามีความเข้าใจในจุดนี้ จะสามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าจะเลือกอะไร

นพ.การุณย์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางในการพัฒนาด้านทะเบียนสิทธิฯนั้น จะพยายามทำข้อมูลให้อยู่ในระบบออนไลน์ และอินเตอร์เน็ต เนื่องจากพฤติกรรมของประชาชนเริ่มเปลี่ยนไป จึงจะทำให้มีระบบตรวจสอบสิทธิทางอินเตอร์เน็ต ให้มีการย้ายหน่วยบริการผ่านระบบออนไลน์ มีการพิสูจน์ตัวตนบนออนไลน์ นอกจากนี้ โรงพยาบาลในอนาคตจะเน้นระบบเทเลเมดิซีน การให้คำปรึกษาทางออนไลน์ ฯลฯ เหล่านี้จะต้องปรับไปพร้อมกัน ซึ่งขณะนี้มีเพียง 13 หน่วยงาน ประมาณ 1-2 แสนคน จากประชากรทั้งประเทศ 68 ล้านคน ที่ยังไม่เชื่อมกัน จะเร่งทำให้สมบูรณ์

นพ.การุณย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้ง 2 ประเด็นนี้สัมพันธ์กัน เพราะฐานทะเบียนสิทธิเป็นพื้นฐานของการรักษาพยาบาลของประชาชนทุกเรื่อง และเกี่ยวเนื่องกับการจัดการธุรกรรมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล และฐานข้อมูลเหล่านี้จะนำไปสู่แผนข้อมูลสุขภาพของประเทศ ที่ใช้กำหนดทิศทาง นโยบาย กำกับ และจัดสวัสดิการให้กับประชาชน