“หม่อมเต่า” รับข้อเสนอ คสรท.ปฎิรูปประกันสังคม ขอเวลาศึกษาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรอบด้าน

1.08.19 | 18:25 น.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายสมพร ขวัญเนตร ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) นำคณะเข้าพบ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นข้อเสนอเร่งด่วนประเด็นประกันสังคม และการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ พร้อมรับฟังนโยบายด้านแรงงานในประเด็นประกันสังคม การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การจ้างงานในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง สิทธิของแรงงานสตรีและเยาวชน และการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ

นายสมพร กล่าวว่า คสรท.ขอให้รัฐต้องจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่ แทนชุดเดิมที่ลาออกเป็นกรณีเร่งด่วน โดยเลือกผ่านตัวแทนองค์กรผู้ประกันตน 50 คน ต่อ 1 เสียง ขอให้รัฐปฏิรูปประกันสังคม โดยปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้เป็นองค์กรอิสระ จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในสัดส่วนที่เท่ากันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม พ.ศ.2533 และนำส่งเงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายให้เต็มตามจำนวน ให้ สปส.ประกาศใช้อนุบัญญัติทั้งหมดที่ออกตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับแก้ไข พ.ศ.2558 ขอให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ได้แก่ สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 และมาตรา 39 ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกันกับมาตรา 33 เพิ่มเงินสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพร้อยละ 50 ของเงินเดือนสุดท้ายของการสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน

“นอกจากนี้ ขยายกรอบระยะเวลาและเพดานการรักษาทั้งกองทุนเงินทดแทน และกองทุนประกันสังคม จนสิ้นสุดการรักษาและให้ครอบคลุมการรักษาทุกโรค ยกเว้นการศัลยกรรมตกแต่ง เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรจาก 600 บาทเป็น 1,000 บาท และขยายอายุจาก 6 ปี เป็น 10 ปี กรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี ให้ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลตลอดชีวิต กรณีการขยายเวลาสิ้นสุดการเกษียณอายุจาก 55 เป็น 60 ปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ผู้ประกันตนต้องได้รับเงินชราภาพตามสิทธิเดิม ส่วนสิทธิจาก 55 ถึง 60 ปี ให้เป็นภาคสมัครใจหรือเป็นไปตามทางเลือกที่ตกลงกัน และการได้สิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ จะต้องไม่ตัดสิทธิตามกฎหมายอื่น” นายสมพร กล่าว

Advertisement

ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวถึงการพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำว่า เป็นขั้นตอนของคณะกรรมการค่าจ้าง ที่มีผู้แทน 3 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล โดยมีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน
ซึ่งขณะนี้จะต้องใช้เวลาในการศึกษารายละเอียดจากปัจจัยอื่นๆ อย่างรอบด้านพอสมควร และจะต้องสร้างความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องอีกสักระยะหนึ่งว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร