ราชทัณฑ์แจงเหตุนักโทษ คดียาตาย-โวยวาย สาดน้ำใส่คนอื่น ต่อมาหายใจติดขัด หัวใจล้มเหลว -ตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีมีผู้ต้องขังเสียชีวิตภายในเรือนจำจังหวัดปทุมธานี ระยะเวลา 1 คืน มนเรือนจำ ว่า เมื่อวันที่อาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2562 ทราบชื่อคือ น.ช.บรรจง ศรีสุวรรณ อายุ 36 ปี ต้องโทษจำคุกในคดีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) หลังจากทราบเหตุไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และในนามของกรมราชทัณฑ์ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิตพ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวอีกว่า จากการรายงานเบื้องต้นทราบว่า ข.ช.บรรจง เมื่อเข้ามาเรือนจำฯ มีอาการเหมือนคนขาดสติ โวยวายเสียงดัง เจ้าหน้าที่จึงให้พยาบาลเรือนจำตรวจสุขภาพผู้ต้องขังเข้าใหม่ พบว่า มีรอยช้ำตามตัวหลายจุด จึงได้ทำการบันทึกภาพและทำข้อมูลรายงานพัศดีเวรกลางวันประจำวันอาทิตย์ โดยประเมินสภาพร่างกายทั่วไปพบว่าไม่รุนแรงมากจนต้องนำส่งโรงพยาบาล ต่อมาในช่วงเวลากลางคืนข.ช.บรรจง มีการโวยวาย กระวนกระวายใจ และได้เอาน้ำสาดใส่ผู้ต้องขังที่นอนอยู่ภายในห้อง จึงทำให้มีปากเสียงกับผู้ต้องขังรายอื่น เกิดการทะเลาะวิวาทกันแต่ไม่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต
พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าอีดว่า ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 02.30 พัศดีเวรฯ ได้รับแจ้งว่าข.ช.บรรจงฯ มีอาการหายใจติดขัด ไม่รู้สึกตัวจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลจังหวัดปทุมธานีและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีผู้ต้องขังบางส่วนให้การรับสารภาพว่าได้มีส่วนร่วมในการทำร้าย ข.ช.บรรจง ศรีสุวรรณ จริง เรือนจำจังหวัดปทุมธานีจึงได้ดำเนินการรวมรวบหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ต้องขังทั้งหมดที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยนำมาประกอบกับ ผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เบื้องต้นสันนิษฐานว่าหัวใจตายเฉียบพลัน และรอยช้ำตามร่างกายอาจไม่ใช่สาเหตุของการเสียชีวิต ทั้งนี้โดยต้องรอผลการตรวจชุดใหญ่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง
“กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่าจะดำเนินการดังกล่าวด้วยความโปร่งใส พร้อมคืนความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย โดยเบื้องต้นเรือนจำจังหวัดปทุมธานี ได้ช่วยเหลือในการรับศพผู้เสียชีวิตและเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมตั้งแต่วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม 2562 ถึง วันที่ 1 สิงหาคม 2562 พร้อมมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งให้แก่ญาติผู้ต้องขัง” พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าว

