วันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก มาถึงอีกแล้ว มันน่าตกใจไม่น้อย ที่จะบอกว่า ปีนี้เป็นปีที่ 41 แล้ว ที่องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเน็ป (UNEP) กำหนดเอาไว้ เพื่อให้คนทั้งโลก หันมาเอาใจใส่ดูแลโลก ที่นับวันสิ่งแวดล้อมจะเลวร้ายลงทุกขณะ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา หรือเอาแคบลงมาอีกหน่อย แค่ตลอด 41 ปี ที่มีการกำหนดวันสิ่งแวดล้อมโลกขึ้นมานั้น แทบจะไม่มีพื้นที่ไหน ในโลกด้วยซ้ำ ที่กล้าประกาศตัวเองว่า สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
ถ้าเราไม่โกหกตัวเอง จะเห็นว่าสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้น่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกวัน
ไม่ต้องไปพูดถึงอุณหภูมิของโลกโดยภาพรวมที่จะเพิ่มขึ้นอีก 1 องศาเซลเซียส และน้ำแข็งขั้วโลกละลายก้อนเล็กลงเรื่อยๆ จนหมีขาวว่ายน้ำไม่ไหว ขาดใจตายในมหาสมุทร เพราะไม่มีน้ำแข็งให้เกาะ…เรื่องเหล่านี้เรายังอาจจะนึกภาพไม่ออก มันไกลตัวเกินไป
ดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวเราดีกว่า
สถิติสถานการณ์มลพิษ ที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานทุกปี แทบทุกอย่างเสื่อมลง ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำจืด น้ำทะเล จะเพิ่มขึ้นก็มีแต่ปริมาณขยะเท่านั้น หลับตาแทบจะนึกภาพไม่ออกเลยว่า ปริมาณขยะมูลฝอย ที่เกิดขึ้นในปี 2555 นั้นมีมากถึง 16 ล้านตัน หรือ 43,000 ตันต่อวัน
ในจำนวนนี้เป็นขยะที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถึง 9,800 ตันต่อวัน หรือราวร้อยละ 22 ขยะทั้งหมดถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพียง 5.8 ล้านตัน หรือร้อยละ 36 ขยะส่วนที่เหลือกว่า 10 ล้านตัน ถูกกำจัดทิ้งโดยการเผา กองทิ้งในบ่อดินเก่าหรือพื้นที่รกร้าง ซึ่งส่วนที่จัดการไม่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้นทุกปีจากขยะคงค้างและปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น
ในเรื่องของอากาศ คนไทยหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการเพิ่มอุณหภูมิโลก ประกาศว่า โลกจะตกอยู่ในอันตรายมากหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 1 องศาเซลเซียส เพราะเวลานี้ ซึ่งตามหลักการแล้วประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝน แต่เรากำลังประสบกับภาวะที่ร้อนจัดกว่าทุกปี ซึ่งหมายถึงร้อนขึ้นจากปีที่แล้วมากกว่า 1 องศาเซลเซียส แน่นอน แต่เรายังอยู่กันได้ อยู่แบบทรมานๆ เพราะเรายังใช้วิธีแก้ปัญหาอากาศร้อน โดยการซื้อเครื่องปรับอากาศมาใช้ทุกตึก และแทบทุกบ้านมีเครื่องปรับอากาศหมด ร้อนเมื่อไรก็พร้อมใจกันเปิด บรรดาคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศก็พร้อมใจกันพ่นความร้อนออกมาสู่บรรยากาศข้างนอก พื้นที่ไหนตึกเยอะ พื้นที่นั้นก็กลายเป็นโดมความร้อน และก็ดูเหมือนว่า แทบจะทุกพื้นที่ในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ นั้น จะมีปรากฏการณ์โดมความร้อนอยู่เกือบทั้งหมด
เราพูดกันแต่ปากว่าเราจะช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เราจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น แต่พฤติกรรมทั้งของคน และองค์กรหลายๆ องค์กร กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม
เรามีโครงการและการณรงค์ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนลดอุณหภูมิของโลก โดยการให้ช่วยกันใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แต่ขณะเดียวกันเราก็มีโครงการรถยนต์คันแรก และแน่นอนว่า หลายคนที่พอจะมีกำลัง ก็แห่กันไปร่วมโครงการนี้ ก็ช่วยไม่ได้ ใครๆ ก็อยากสบาย แม้รถติดก็ขอติดอยู่ในรถปรับอากาศของตัวเอง ดีกว่าทนร้อนอยู่ในระบบขนส่งสาธารณะ
เรารณรงค์ให้คนในเมืองใช้รถจักรยาน แต่กลับมีเส้นทางสำหรับพื้นที่ของรถจักรยานน้อยมาก รถจักรยานกลายเป็นที่รังเกียจของคนใช้รถคนอื่นๆ บนถนน เพราะเชื่องช้า เกะกะ จักรยานหลายๆ คันที่วิ่งอยู่บนถนนเวลานี้คือ คนที่ปั่นรถของตัวเองมาโชว์ เห็นกันมากตอนกลางคืน ปั่นกันไปเป็นกลุ่มเป็นพวก ดูเหมือนว่าจุดประสงค์หลักคือ การมาออกกำลังกายบนถนน มากกว่าการปั่นจักรยานเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) คนแรกของประเทศไทย บอกว่า จุดประสงค์ของการตั้ง ทส.นั้น เพื่อให้การจัดการด้านนี้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ ในสมัยที่ทำหน้าที่อยู่นั้นสิ่งที่เน้นมากที่สุดคือ การให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ตัวเอง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
“ผมเห็นว่ากระบวนการในการจัดการทั้งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในเวลานี้ ยังขาดเรื่องของการเท่าทัน เช่น เรื่องของกฎหมายสิ่งแวดล้อม หลายข้อยังล้าสมัย เช่น การทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำ ประชาชนและชุมชน ไม่ค่อยได้เข้าไปมีส่วนร่วมเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีได้ ไม่ใช่อยู่ที่จะเอากฎหมายมาบังคับอย่างเดียว เรื่องของจิตสำนึกประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญ และน่าจะสำคัญที่สุดด้วย” อดีตรัฐมนตรีว่าการ ทส.กล่าว
จิตสำนึกของประชาชนในการดูแลสิ่งแวดล้อมสำคัญที่สุด ว่าแต่…เรามีกันเพียงพอแล้วหรือยัง

