เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน แหล่งข่าวแวดวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มหมอรพ.จังหวัด ต่างฝากความหวังไว้ที่การเลือกเลขาธิการสปสช.คนใหม่ ซึ่งจะมีการประชุมคัดเลือกในวันที่ 6 มิถุนายนนี้ โดยมีความหวังอยากให้เป็นคนนอก สปสช. เนื่องจากเพื่อเปิดโอกาสให้คนนอกที่มีความสามารถได้เข้าชิง เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ และเข้าใจปัญหาคนทำงาน แต่กลับเกิดประเด็นว่า คนนอก โดยเฉพาะจากกระทรวงสาธารณสุขอาจมีคุณสมบัติที่ขัดกับ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 จึงนำไปสู่การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อชี้ขาดเรื่องนี้ โดยแคนดิเดตคือ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสปสช. และนพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข แต่ล่าสุดกลับมีข่าวว่าคณะกรรมการกฤษฎีกายังตีความไม่แล้วเสร็จ หนำซ้ำในวันที่ 6 มิถุนายน จะนำเข้าหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานช่วยพิจารณาอีก ดังนั้น การเลือกเลขาฯคนใหม่อาจต้องเลื่อนออกไปอีก
นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก และแพทย์ชนบทดีเด่น กล่าวถึงการเลือกเลขาธิการสปสช.คนใหม่ ว่า จริงๆแล้วจะเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอก็ได้ ขอเพียงเป็นคนที่เข้าใจระบบสาธารณสุข และเห็นใจและเข้าใจคนทำงาน เนื่องจากที่ผ่านมางบเหมาจ่ายรายหัวที่ลงมาแต่ละพื้นที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว แต่ระบบกลับสร้างภาระงานโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) การจะเบิกเงินจากสปสช. จะต้องคีย์ข้อมูลทุกอย่าง ทุกขั้นตอนส่งไปเพื่อทำเรื่องเบิกจ่าย ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้เงิน และรพ.จะอยู่อย่างไรหากไม่มีเงินมาบริหารจัดการ ปัญหาคือ ตลอดทั้งวันต้องมาเสียเวลากับการคีย์ข้อมูล จนเกิดวลีว่า “หมอหน้าจอ” ซึ่งเป็นเรื่องจริง แทนที่จะได้ใช้เวลาดังกล่าวไปกับการตรวจเยี่ยมคนไข้ในพื้นที่ ทำเรื่องการรักษา และการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค กลับไม่ได้ทำเลย ากเป็นไปได้เลขาธิการ สปสช.คนใหม่ ผมอยากให้ปรับเปลี่ยนระบบตรงนี้ ให้คีย์ข้อมูลลดๆลงหน่อย ไม่ใช่เยอะแยะเต็มไปหมด
น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า เรื่องคุณสมบัติผู้สมัครเลขาธิการสปสช. ชัดเจนอยู่แล้วในมาตรา 32(12) ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ระบุชัดเลขาฯสปสช.ต้องไม่เป็นผู้บริหารขององค์กร หรือหน่วยงานใดที่เป็นคู่สัญญากับสปสช. ซึ่งกรณีผู้สมัครจากกระทรวงสาธารณสุข ถือว่าเข้าข่าย แต่การส่งตีความ หมายความว่าอย่างไร ทั้งๆที่เดิมทีเคยมีกรณีแบบนี้ก็ไม่ได้ตีความเพิ่มเติม ก็อิงตามกฎหมายเดิม แสดงว่าเรื่องนี้ต้องการล็อบบี้คนของตนเองหรือไม่
“อย่างช่วงนี้มีประเด็นเรื่องรพ.ค้างจ่ายพีฟอร์พี และมาเชื่อมโยงว่ามาจากบัตรทองนั้น สงสัยว่า ทำไมประจวบเหมาะกับช่วงเวลาเลือกเลขาฯสปสช. และประจวบกับการส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพราะจริงๆแล้ว รพ.ค้างจ่ายเงิน มาจากการบริหารจัดการของ รพ. ไม่เกี่ยวกับงบบัตรทอง หากบริหารจัดการไม่ได้ ก็น่าจะถึงยุคเปลี่ยนแปลง โดยไม่ต้องให้หมอเป็นผู้บริหาร ให้หมอมารักษาดีกว่า และให้นักบริหารเข้ามาทำแทน ทำเหมือนกรณี รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) จ.สมุทรสาคร โดยให้รพ.สังกัดสธ.เป็นองค์การมหาชนไปเลยก็ได้” น.ส.สุรีรัตน์ กล่าว
นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) กล่าวถึงปัญหาโรงพยาบาลระดับจังหวัด ค้างจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติ หรือพีฟอร์พี ให้กับบุคลากรภายในโรงพยาบาล(รพ.) 89 แห่ง โดยค้างจ่ายตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึงมากสุด 27 เดือน ว่า การเปิดเผยข้อมูลก็เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และหวังว่าผู้บริหารจะลงมาช่วยเหลือ ซึ่งขณะนี้ก็ต้องรอดูท่าทีว่าจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร เพราะที่ผ่านมารพ.หลายแห่งดิ้นรนด้วยตัวเองมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทอดผ้าป่า บางแห่งเปิดพื้นที่บางส่วนให้ร้านค้ามาเช่าจำหน่ายอาหาร ฯลฯ แต่ทั้งหมดไม่ถาวร เพราะค่าใช้จ่ายรพ.แต่ละแห่งค่อนข้างสูง แตกต่างกันไป อย่างค่าตอบแทนที่ต้องให้กับบุคลากรนั้น แต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน อย่าง รพศ. จะมีจำนวน 4-5 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่รพท. ซึ่งเป็นรพ.ขนาดเล็กกว่ารพศ. จะอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อเดือน เป็นต้น
“สาเหตุหลักมาจากการจัดสรรเงินของบัตรทอง แม้เงินก้อนนี้ไม่พออยู่แล้ว แต่หากมีการจัดสรรที่ดีกว่านี้ก็จะไม่เป็นปัญหามายาวนาน 14 ปี เพราะสปสช.จัดสรรด้วยการคำนวณรวมกับเงินเดือนของข้าราชการในสธ.ด้วย ผมว่าไม่ถูกต้อง ขณะที่ยังมีระเบียบเพิ่มเติมให้ รพ.ต้องมาคีย์ข้อมูลส่งว่า ทำอะไรบ้าง ถึงจะได้รับงบสำหรับโรคค่าใช้จ่ายสูง หลายครั้ง รพ.ส่งข้อมูลไม่ทัน ส่งข้อมูลไม่ครบตามที่สปสช.ต้องการ ก็ทำให้เบิกเงินจากสปสช.ไม่ได้อีก ทางที่ดีที่สุดต้องปฎิรูปการจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวของ สปสช.ใหม่ โดยให้ผู้บริหารเข้าใจบุคลากรในรพ.มากขึ้น” นพ.ประดิษฐ์ กล่าว

