เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) น.ส.ไอลดา สวัสดีมงคล อายุ 25 ปี พร้อม น.ส.ปิยาภรณ์ ศรีหาสุข อายุ 25 ปี และผู้เสียหายหลายสิบราย เข้าพบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. และ ร.ต.ท.หญิง ตรีรัตน์ กันทาเดช รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. แจ้งความเอาผิดกับเจ้าของเฟซบุ๊กชื่อ “ไม่ใช่เรื่องจริงอย่าปากดี ไม่พูดเยอะเจ็บคอ“ หลังหลอกลวงเหยื่อให้ทำศัลยกรรมในราคาถูกกว่าปกติ โดยให้จ่ายเงินล่วงหน้า แต่ไม่ได้รับการศัลยกรรมจริงตามคำกล่าวอ้าง รวมความเสียหายกว่า 540,000 บาท
น.ส.ไอลดากล่าวว่า น.ส.ศศิธร หรือตี้ ธรรมบุตร ซึ่งเป็นเจ้าของเพจดังกล่าว อ้างตัวว่าเป็นพนักงานขายคอร์สผ่าตัดเสริมความงาม ได้รู้จักกับตน ผ่านนายแสวง ปลั่งกลาง พี่ชายของเพื่อนตนที่รู้จักกันมานานและทั้งคู่เป็นแฟนกัน ก่อนฝ่ายหญิงจะชักชวนให้ตนหาลูกค้าทำศัลยกรรมหน้าอก โดยสามารถผ่อนจ่ายได้ในราคาเดือนละประมาณ 3-4 พันบาท แต่ต้องวางค่ามัดจำเพื่อจองคิว โดย น.ส.ศศิธร ได้ติดตามไล่เพิ่มเพื่อนในเฟซบุ๊กตนทั้งหมด ก่อนเชิญชวนทำศัลยกรรม กระทั่งตนมาทราบภายหลังว่าเพื่อนในเฟซบุ๊กตนถูกหลอกให้วางเงินค่ามัดจำและไม่ได้ทำศัลยกรรม จึงตัดสินใจมาแจ้งความ และแสดงความบริสุทธิ์ใจ
น.ส.ปิยาภรณ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว ได้ทักเข้ามาหาตนพร้อมชักชวนให้ทำศัลยกรรมหน้าอกซิลิโคนเนื้อทรายจากราคาเต็ม 4 หมื่นบาท โดยเสนอโปรโมชั่นในราคาที่ถูกกว่าปกติและสามารถผ่อนจ่ายแบบรายเดือนได้ โดยครั้งแรกจ่ายค่ามัดจำในราคา 2 หมื่นบาท จากนั้นผ่อนในราคาเดือนละ 3,500 ต่อเดือน รวมทั้งสิ้น 11 งวด ทั้งยังหว่านล้อมให้ตนรีบตัดสินใจ อ้างว่าโปรโมชั่นจะหมดเขตและมีคนจองเป็นจำนวนมาก และอ้างว่ายังสามารถเลือกคลินิกได้รวมทั้งหมด 4 แห่ง คือซึ่งมีอยู่จริงและถูกต้องตามกฎหมาย
น.ส.ปิยาภรณ์กล่าวต่อมาตัดสินใจโอนเงินมัดจำก่อน 2 หมื่นบาท และสัปดาห์ถัดมา เจ้าของเฟซบุ๊กได้ติดต่อมาหาตนอีกครั้งเพื่อให้โอนอีก 2 หมื่นบาท และจะลดราคาให้โดยไม่ต้องผ่อนต่อ ทั้งยังจะเปลี่ยนวัสดุเป็นเนื้อนมของโมติวาซึ่งเป็นวัสดุชั้นดีและไม่ต้องนวด ตนจึงตอบตกลงและนัดทำวันที่ 31 กรกฎาคม ที่คลินิก 1 ใน 4 แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนด กลับได้รับคำตอบว่าคลินิกหยุด จึงเลื่อนไปวันที่ 1 สิงหาคม แต่เมื่อตนติดต่อไปก็ถูกบ่ายเบี่ยงว่าหมอไม่เข้า จึงเกิดความแปลกใจว่า น.ส.ศศิธร เป็นเซลส์ แต่ทำไมถึงไม่จองคิวให้ ตนจึงขอเงินคืนแต่ก็ไม่ได้รับ จึงตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ด้าน น.ส.วราพัสวีร์ สวนเวียง เจ้าของเบลล์คลินิก ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาเคยเป็นเอเยนซี่นำลูกค้ามาให้ที่คลินิก แต่มีปัญหาเรื่องความล่าช้า ทางคลินิกจึงยกเลิก ไม่รับงานจากบุคคลนี้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมทั้งประกาศหน้าเพจคลินิกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวแล้ว กระทั่งทราบว่าผู้ต้องหาลอบเอาข้อมูลของคลินิกไปขาย จึงแจ้งความดำเนินคดีไว้ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา จึงตัดสินใจเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อชี้แจงพร้อมทั้งแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าทางคลินิกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ
พ.ต.อ.ศิริวัฒน์กล่าวฝากเตือนประชาชนว่า หากอยากเสริมความงามควรจะไปติดต่อที่คลินิกโดยตรง อย่างน้อยยังได้รับรู้ถึงรายละเอียดจากทีมแพทยผู้เชี่ยวชาญ อาจจะจ่ายแพงกว่าแต่ไม่ถูกหลอกอย่างแน่นอน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน หากตรวจพบว่ามีความผิดจริงจะดำเนินคดีในข้อหานำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบฯ ตามมาตรา 14(1) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานฉ้อโกง ก่อนประสานไปยังสถานีตำรวจพื้นที่จุดเกิดเหตุ เพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


