ร.10 ทรงห่วงไฟป่าพรุควนเคร็ง รับสั่งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ขาดเหลือสิ่งใดพร้อมสนับสนุนทันที

10.08.19 | 18:13 น.

ร.10 ทรงห่วงไฟป่าพรุควนเคร็ง รับสั่งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ขาดเหลือสิ่งใดพร้อมสนับสนุนทันที

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และการดับไฟป่าพรุควนเคร็ง และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมประชุมรับฟังสรุปสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่าและหมอกควัน จ.นครศรีธรรมราช (ส่วนหน้า) สถานีควบคุมไฟป่าพรุควนเคร็ง ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มี พล.ร.อ.ประวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. และคณะ เข้าร่วมรับฟังและมี พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้

พล.อ.ดาว์พงษ์ได้เชิญพระกระแสรับสั่งห่วงใยและให้กำลังใจของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน และพร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือทันทีหากมีสิ่งจำเป็นขาดเหลือ และทรงชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่บูรณาการการทำงานด้วยความเข้มแข็ง ทั้งนี้ องคมนตรีได้เสนอแนะแนวทางเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยให้มีการวางแผนการดำเนินงานให้ชัดเจน เช่น ต้องจัดวางกำลังพลให้สอดคล้องกับพื้นที่ เพิ่มเติมชุดกิจการพลเรือนเพื่อติดต่อประสานงาน สร้างความเข้าใจกับชาวบ้านให้มีประสิทธิภาพ มีมาตรการดูแลกำลังพลผู้ปฏิบัติงานให้ได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม รวมทั้งการดูแลสุขภาพอนามัยในขณะปฏิบัติงาน ต้องสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อลดการสูญเสียได้ และหลังปฏิบัติงานต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพ และต้องมีแผนงานที่ปฏิบัติได้จริงในระยะยาวต้องจัดทำแผนการควบคุมการระบายน้ำทั้งระบบ พัฒนาวิธีการดับไฟป่าพรุที่มีประสิทธิภาพ และต้องป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่หลังไฟไหม้อย่างเด็ดขาด และมอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ทำการศึกษาแนวทางการจัดการให้คนอยู่กับป่าพรุได้อย่างยั่งยืน เพื่อใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ในอนาคตต่อไป

พร้อมกันนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ เป็นผู้แทนพระองค์ในการเชิญสิ่งของพระราชทาน กระเป๋าอุ่นไอรัก มอบแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอัคคีภัย พร้อมพบปะประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และมอบเงินพระราชทานแก่ประชาชนที่บ้านถูกไฟไหม้จากเหตุการณ์ไฟไหม้

Advertisement

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ลงพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อติดตามสถานการณ์ควบคุมและดับไฟป่าและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ป่าไม้ โดยมีเฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ จากกองทัพบก 3 ลำ กองทัพอากาศ 1 ลำ และของกระทรวงทรัพยากรฯ 1 ลำ คอยทิ้งน้ำเพื่อชะลอไฟ ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ไฟได้ในระดับหนึ่ง

นายอรรถพลเปิดเผยว่า สถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ไฟในระดับผิวดินจะสามารถควบคุมไม่ให้ขยายวงกว้างได้แล้วก็ตาม แต่ที่น่ากังวลคือไฟที่ลุกอยู่ใต้ป่าพรุ หรือไฟใต้ดินที่มองไม่เห็น ต้องควบคุมพื้นที่ไม่ให้ไฟลุกลามโดยต้องพยายามระบายน้ำเข้าพื้นที่ ขณะที่การดับไฟก็ไม่ได้ง่าย เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินเท้าเข้าไปดับไฟป่าได้ง่ายเหมือนกับพื้นที่ภาคเหนือ จึงต้องใช้วิธีใช้น้ำฉีดระบายเข้าดับไฟ ขณะที่ผิวดินยังมีการทับถมกันของเศษใบไม้และซากพืช เมื่อลมพัดไฟแรงขึ้นไฟจะกระจายในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดทำระบบระบายน้ำพร้อมกับสูบน้ำเข้าสู่ป่าพรุเพื่อดับไฟที่ลุกอยู่ใต้ป่าพรุเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ป่า และสร้างแหล่งน้ำให้เจ้าหน้าที่ไว้ใช้สำหรับดับไฟ โดยน้ำใช้สายหลักจากคลองพระราชดำริ หรือคลองชะอวด-แพรกเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมชลประทานยืนยันว่าปริมาณน้ำในคลองชะอวด-แพรกเมือง เพียงพอที่จะผันน้ำเข้าดับไฟในป่าพรุ และจะไม่กระทบต่อผู้ใช้น้ำด้านล่าง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังประสานใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ หรือท่อพญานาค มาช่วยสูบน้ำดับไฟป่าเพื่อสูบน้ำดับไฟป่าได้มากขึ้น

อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวต่อว่า ไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งอย่างต่อเนื่องกว่า 90 ครั้งภายใน 7 เดือน และไหม้ครั้งใหญ่หลายครั้งนับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่กว่า 7 พันไร่ ถือว่ารุนแรงมาก โดยสาเหตุของการเกิดไฟป่ามาจาก 4 สาเหตุ คือ 1.การจุดไฟเพื่อล่าสัตว์ หาของป่า เช่น การหาน้ำผึ้ง เนื่องจากน้ำผึ้งจากป่าเสม็ดเป็นที่ต้องการของชาวบ้านจึงทำให้นิยมเข้ามาหาน้ำผึ้งโดยมีอุปกรณ์จุดไฟที่เรียกว่า “หัวหมี” เมื่อชาวบ้านได้รังผึ้งบางส่วนก็จะทิ้งหัวหมีไว้ในพื้นที่ทำให้เกิดไฟไหม้ 2.การหาปลา บริเวณป่าพรุจะมีคลองไส้ไก่ หรือแหล่งน้ำ เมื่อน้ำแห้งชาวบ้านก็จะหาปลาและอาจมีการก่อไฟเพื่อประกอบอาหารและอื่นๆ จนทำให้เกิดไฟไหม้ 3.การทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟไหม้เข้าสู่พื้นที่ตนเองแต่ทำให้ไฟได้ลุกไหม้ในพื้นที่ป่าพรุ และ 4.ต้องการพื้นที่ทำกินเพิ่ม