เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. ร่วมเปิดประชุมการปฏิบัติการการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาการแพทย์ (เวิร์กช็อป) โดยมี ผู้บริหารระดับสูง อธิบดีกรมต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ อาทิ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ฯลฯ รวมกว่า 200 คน เข้าร่วมประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินงาน และกำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เรื่อง กัญชาทางการแพทย์ อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการใช้กัญชาและสมุนไพรทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย

นพ.สุขุมกล่าวว่า การประชุมเวิร์กช็อปเพื่อขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ยากัญชารักษา ซึ่งยากัญชาทางการแพทย์ ประกอบด้วย 1.ยาทางการแพทย์ปัจจุบัน ได้แก่ น้ำมันกัญชาสูตรสารทีเอชซี (THC) สูง สูตรสารซีบีดี (CBD) สูง และสูตรทีเอชซีต่อซีบีดี 1 ต่อ 1 (THC:CBD 1:1) 2.น้ำมันกัญชา หุงด้วยน้ำมันมะพร้าว และ 3.ตำรับยาแผนไทย รวม 16 ตำรับ และเครื่องยากลาง โดย สธ.ได้รับมอบน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ล็อตแรกเป็นสูตรทีเอชซีสูง 4,500 ขวด จะกระจายส่งให้ 12 โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ แห่งละ 350 ขวด และโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ) 600 ขวด โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดเตรียมความพร้อมระบบจ่ายยาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์กรเภสัชกรรม (อภ.) ยังได้จัดเตรียมแผนการปลูกและการผลิต เพื่อให้ได้วัตถุดิบเพียงพอ และการกำกับดูแลผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งกรมสุขภาพจิตได้เตรียมความพร้อมในการจัดการความรู้ สื่อสารเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ในภาพรวมต่อพี่น้องประชาชน เพื่อรองรับการให้บริการกัญชาทางการแพทย์

นพ.สุขุมกล่าวว่า ขณะเดียวกัน กรมการแพทย์ ได้จัดอบรมแพทย์ และเภสัชกร ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมในระบบ 968 ราย ส่วนกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จัดอบรมแพทย์แผนไทย ซึ่งมีผู้ผ่านอบรม 3,026 คน เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการกัญชาทางการแพทย์ต่อผู้ป่วยในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ แบ่งเป็นกลุ่มที่ 1 โรงพยาบาลศูนย์ 13 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.ลำปาง จ.ลำปาง 2.รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก 3.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ 4.รพ.สระบุรี 5.รพ.ราชบุรี จ.ราชบุรี 6.รพ.ระยอง จ.ระยอง และ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี 7.รพ.ขอนแก่น จ.ขอนแก่น 8.รพ.อุดรธานี จ.อุดรธานี 9.รพ.บุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ 10.รพ.สรรสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี 11.รพ.สุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี และ 12.รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์
นพ.สุขุมกล่าวว่า กลุ่มที่ 2 โรงพยาบาลที่จัดบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน 7 แห่ง ได้แก่ ภาคตะวันออก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ภาคกลาง รพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม ภาคเหนือ รพ.เด่นชัย จ.แพร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร รพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ และภาคใต้ รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนผู้ป่วยที่จะได้เข้ารับบริการจะต้องเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคที่ได้ประโยชน์ในการใช้การแพทย์ และมีความเป็นต้องใช้ยาน้ำมันกัญชารักษา เมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล โดยแพทย์ที่ผ่านอบรมจะเป็นผู้ตรวจวินิจฉัยว่าผู้ป่วยสามารถใช้น้ำมันกัญชาทางการแพทย์ได้
ขณะที่นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยย้ำว่าควรจะได้รับยาตามใบสั่งจ่ายยาของแพทย์ โดยประชาชนทั่วไป หากไม่จำเป็นไม่ควรใช้น้ำมันกัญชา เพื่อให้ยาใช้กับคนป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่กินไม่ได้ นอนไม่หลับก็ต้องใช้น้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้น ทั้งที่มีวิธีการรักษาอื่น พร้อมขอเตือนไม่ให้ประชาชนพกพาน้ำมันกัญชาออกนอกประเทศ เนื่องจากบางประเทศยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายเป็นวัตถุยาเสพติด ห้ามนำเข้าประเทศเด็ดขาด เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น
“คำว่ากัญชาเสรี ไม่ใช่ใช้กัญชาโดยเสรี แต่เป็นเสรีทางแพทย์ โดยแพทย์จะสามารถสั่งจ่ายยาเพื่อใช้รักษาคนไข้ได้ รวมถึงองค์การภายในหน่วยงาน สธ.สามารถผลิตได้ ไม่ใช่น้ำมันกัญชาจะหาได้ตามร้านขายยาทั่วไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประชาชนสามารถเดินทางวอล์กอินไปยังโรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง จากนั้นแพทย์จะจ่ายยาน้ำมันกัญชาสูตรต่างๆ ตามการวินิจฉัยโรค” นายอนุทินกล่าว

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมการแพทย์ได้จัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาการใช้กัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาล/สถาบันเฉพาะทางในสังกัดกรมการแพทย์ รวม 32 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อาทิ รพ.ราชวิถี รพ.เลิดสิน รพ.นพรัตนราชธานี รวมถึงเปิดให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายสมัครเข้าโครงการทดลองใช้สารสกัดน้ำมันกัญชารักษาโรค ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โดยจะใช้น้ำมันกัญชาชนิดที่มีอัตราส่วนทีเอชซีต่อซีบีดี 1 ต่อ 1 และชนิดทีเอชสูงที่ได้รับมอบจาก อภ.มาใช้รักษาวิจัย ซึ่งปัจจุบันข้อมูล ณ วันที่ 8 สิงหาคม มีผู้มาลงทะเบียนกว่า 2,000 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ ราว 200 คน ส่วนความคืบหน้าในการนำสารสกัดมาวิจัยในหลอดทดลอง คาดจะได้ผลการศึกษาภายใน 2-3 สัปดาห์
นพ.สมศักดิ์ ยังกล่าวย้ำถึงผลข้างเคียงของการใช้สารสกัดกัญชา ว่า กรณีผู้ป่วยมะเร็งในภาคอีสานรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่าใช้กัญชารักษาโรคได้ ปัจจุบันผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เสียชีวิตลงแล้ว เนื่องจากใช้สารสกัดกัญชาในปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยขอย้ำยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากัญชาใช้รักษาโรคมะเร็งได้ แต่สามารถช่วยในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ในการช่วยบรรเทาอาการให้ช่วยกินอาหารได้มากขึ้น นอนหลับดี ทั้งนี้ ยืนยันอีกครั้งว่ากัญชาไม่ใช้รักษาได้ทุกโรค

