เมื่อผุดคำว่า “ใครจะเลื่อยก็ปล่อยไปเหอะ เรื่องการถวายสัตย์ฯ ผมไม่ตอบแล้ว” ออกมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ถูกตีความในทันทีว่า “ยังไม่รู้สึกสำนึกผิด”
หนึ่ง เป็นความผิดที่กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 161
กับอีกหนึ่ง เป็นความผิดอันเนื่องมาจากกระทำเช่นนั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า ไม่ว่ากฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทำใด ถ้าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้จึงมีปัญหาต้องขบคิดว่า “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” ตามรัฐธรรมนูญ
และถ้าสมมุติว่า กรณีเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดอื่น ผู้นำพรรคการเมืองอื่นซึ่งกระทำแบบเดียวกันนี้จะถูกกล่าวหาว่า ไม่เอาใจใส่ ชุ่ยหรือไม่
ที่ฝ่ายค้านตั้งกระทู้สดถามนั้นเป็นวิถีทางของการเมืองในระบอบรัฐสภา
เป็นการให้โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงต่อที่ประชุมสภา ไม่ใช่ “การเลื่อยขาเก้าอี้” !
มองในอีกแง่มุมที่สร้างสรรค์ นั่นคือทางออก
ไม่ใช่เอะอะก็แสดงความเป็นนักเลงโตฮึ่มฮั่มคำราม !
เมื่อตัดสินใจสืบทอดอำนาจต่อด้วยการย่างก้าวเข้าสู่ระบอบรัฐสภาก็ต้องเรียนรู้ธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติและรัฐธรรมนูญ
จะอ้างดื้อๆ มั่วๆ ว่า “ไม่เจตนา” ใครจะฟัง
จะอวดอ้างความใหญ่โตโอ่อ่าตามความเคยชินว่า “ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” ใครจะเชื่อ?
ยิ่งถ้าเพ้อไปถึงขั้นบอกให้รอการเลือกตั้งครั้งหน้า ตอนนี้ขออยู่ต่อไปก่อนสัก 4 ปี ยิ่งสลดและน่าขำ
ทางออกของ “ความรับผิดชอบ” คืออะไร
ในบางประเทศ กฎหมายไม่ต้องมีบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้คนซึ่งเจริญแล้วก็ประพฤติปฏิบัติตามธรรมเนียมจรรยากันเคร่งครัดจริงจัง ต่างจากอีกที่หนึ่งซึ่งจับต้องไม่ได้สักทีว่ามี “บรรทัดฐาน” หรือไม่
ขนาดบทบัญญัติชัดแจ้งยังพยายามดิ้นสุดลิ่ม
ถ้าเป็นผู้อื่นพวกอื่นล้วนแต่ไม่มีดี มากด้วยความผิด จะเม้มปากประกาศ “ต้องจัดการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด” ความผิดตัวเองมองไม่เห็น !
ไม่มีเจตนา
จึงยังไม่มีคำกล่าวขอโทษต่อประชาชนที่ทำผิดรัฐธรรมนูญ
ยังไม่มีการ “ขอพระราชทานอภัยโทษ” อันเนื่องมาจากกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณผิดและไม่ครบ !?!!

