รวบแก๊งคอลล์ไต้หวันตั้งฐานในไทยตุ๋นคนชาติเดียวกันกว่า 30 ล้าน

15.08.19 | 16:16 น.

เมื่อเวลา 15.25 น. วันที่ 15 สิงหาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อม พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.ภ.7 ปฏิบัติราชการ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม 3, พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.รัชพงษ์ เตี้ยสุด ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมกับตำรวจไต้หวัน

แถลงผลการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวันรวม 13 ราย ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการโดยยึดของกลางเป็นอุปกรณ์ไอทีได้หลายรายการ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

พ.ต.อ.สถิตย์กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ชุดสืบสวนศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 และตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี ได้รับการประสานจากตำรวจไต้หวันว่ามีกลุ่มบุคคลชาวไต้หวันตั้งศูนย์โทรศัพท์ หรือคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทยแล้วสุ่มโทรศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต (VOIP) อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ติดต่อไปหลอกลวงเหยื่อชาวไต้หวันว่าบัตรประกันสุขภาพของเหยื่อ ถูกนำไปใช้กู้เงินจนเป็นหนี้ไม่สามารถชดเชยคืนได้ ก่อนโอนสายไปให้คนในสมาชิกแก๊งที่อ้างตัวเป็นตำรวจ บอกเหยื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นคดีอาญาซึ่งส่งอัยการฟ้องศาลไปแล้ว พร้อมส่งแฟกซ์หนังสือราชการปลอมสร้างความน่าเชื่อถือ ให้เหยื่อโอนเงินเคลียร์คดี ผ่านบัญชีธนาคารที่สวมชื่อไว้ ซึ่งจากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนร้าย ได้เริ่มหลอกเหยื่อมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2561 มีผู้เสียหายชาวไต้หวันที่แจ้งความแล้ว 21 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

พ.ต.อ.สถิตย์กล่าวต่อมา ชุดจับกุมสืบสวนทราบว่ากลุ่มคนร้ายใช้บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ใน ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี เป็นฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นพบชาวไต้หวัน 13 ราย เป็นชาย 10 และหญิงอีก 3 ยึดของกลางโทรศัพท์มือถือ 44 เครื่อง พร้อมซิมการ์ดกว่า 10 ชิ้น, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 10 เครื่อง, เราเตอร์อินเตอร์เน็ต 17 ตัว, เครื่องบันทึกเสียงพร้อมสมุดบันทึกบทสนทนาภาษาจีน ที่สำคัญยังพบหนังสือจิตวิทยาขั้นสูงในการก่ออาชญากรรม ทั้งนี้ ภายหลังการจับกุม ทาง บก.ตม.3 ได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและควบคุมตัวชาวไต้หวันไปกักตัวไว้ก่อนผลักดันส่งกลับไต้หวันต่อไป โดยตำรวจไต้หวันได้บินตรงมาถึงไทย เพื่อสอบปากคำผู้ต้องหาและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดพร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนสอบสวนกับทางการไทยก่อนขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องต่อไป