ป.ป.ส. ส่งมอบกัญชาของกลางกว่า 1 ตัน ให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ป.ป.ส.ส่งกลางกัญชากว่า 1,000 กก.ให้” กรมแพทย์แผนไทย-กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์”ผลิตน้ำมันกัญชาตำรับหมอยาพื้นบ้านกว่า 6 แสนขวด ย้ำยังไม่มีประเทศโซนเอเซียทำผิดอนุสัญญายาเสพติด

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 16 ส.ค. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส)นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส) ส่งมอบของกลางกัญชาที่ได้รับการอนุญาตครอบครองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จำนวนรวม 1,005 กิโลกรัมให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยมี นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายอรัญ ทนันขัติ ผ.อ สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เข้ารับมอบ

นายนิยม กล่าวว่า ในรอบนี้ป.ป.ส.พิจารณาอนุมัติกัญชาของกลางให้2หน่วยงานคือกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จำนวน 1,000 กิโลกรัม เพื่อใช้ผลิตน้ำมันกัญชาจากตำรับยาหมอพื้นบ้าน ขนาด 5 ซีซี จำนวนประมาณ 660,000 ขวด ให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย และสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหารฯ จำนวน 5 กิโลกรัม เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย

นายนิยม กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้สนับสนุนของกลางกัญชาให้กับ 3 หน่วยงานประกอบด้วยโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้นฯ รพ.อภัยภูเบศร และคณะทันตแทย์ จุฬาฯครั้งนี้มีอีก 2 หน่วยงาน รวมเป็น 5 หน่วยงาน รวมของกลางกัญชาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,684 กิโลกรัม และยังมีอีก 10 หน่วยงาน ที่รอการพิจารณา อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีของกลางกัญชาที่ผ่านการคัดกรองตรวจสอบ และเตรียมส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ทางการแพทย์อีกจำนวน 10 ตัน รวมกับล็อตใหม่ที่จับกุมได้ ประมาณ 3-4 ตัน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเบื้องต้น

เมื่อถามว่าของกลางที่ส่งมอบให้ กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ไม่ใช่ของกลางของ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ และหมอพื้นบ้าน ที่ก่อนหน้ามีการตรวจยึด นายนิยมกล่าวว่า ไม่ใช่ ทั้งนี้อยากให้ผู้ที่จะใช้สารสกัดจากกัญชา ให้ไปปรึกษาแพทย์เป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด อย่าซื้อมาใช้เอง

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าประเทศมาเลเชียปลูกกัญชาโดยไม่ขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. 1961 แก้ไข้โดยพิธีสาร ค.ศ. 1972 และอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1971 ของสหประชาชาติ(ยูเอ็น) นายนิยม กล่าวว่า จากการตรวจสอบ ข้อมูลจากทางการมาเลเซียพบว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ทั้งนี้ประเทศในแถบกลุ่มโซนเอเซียไม่มีประเทศไหนทำผิดต่ออนุสัญญายาเสพติด การปลูกกัญชาต้องมีการแจ้ง การปลูก วัตถุประสงค์ ของการปลูก อีกทั้งยังต้องและรายงานต่อคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดระหว่างประเทศ (INCB)

 

 

 

 

บทความก่อนหน้านี้รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แนะผู้สอบบัญชีเป็นพี่เลี้ยงกลุ่มสหกรณ์และเกษตรกรให้มีการปฏิบัติอย่างถูกต้องในการทำบัญชี งบการเงิน
บทความถัดไปจับเครือข่ายยานรก รวมค่ากว่าหลายล้าน จ้างเด็กติดเกมส่งยา