เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายวิมล กิจบำรุง นักธุรกิจเจ้าของโครงการแหล่งท่องเที่ยวครบวงจรน้ำตกผาส่วม อุทยานบางเจียงน้ำตกผาส่วม แขวงจำปาสัก สปป.ลาว เปิดเผยว่า เวลา 10.30 น.วันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะเดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมและความเมตตาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านศูนย์ดำรงธรรม ทำเนียบรัฐบาล ให้แก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างตนกับทางการ สปป.ลาว หลังจากที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าไปประกอบธุกิจในแขวงจำปาสัก

นายวิมล กล่าวว่า เมื่อปี 2539 ได้รับเชิญจากเจ้าแขวงจำปาสักให้เข้าไปร่วมพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวอุทยานบางเจียงน้ำตกผาส่วม ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแขวงจำปาสัก หลังจากใช้เวลาสำรวจอย่างละเอียดอยู่ 2 ปี ใน 4 แขวงภาคใต้ของ สปป.ลาว คือ แขวงจำปาสัก แขวงสาละวัน แขวงเซกอง และแขวงอัตตะปือ และพบว่าแขวงจำปาสัก มีศักยภาพ จึงได้ออกแบบเสนอโครงการจัดสร้างแหล่งท่องเที่ยวแบบครบวงจรให้รัฐบาลพิจารณา และได้รับการอนุมัติดำเนินการในที่ดิน 1,000 ไร่ ในลักษณะสัญญาร่วมทุน โดยสร้างบ้านพักแบบอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรม จำนวน 18 แห่ง มีบ้านพักบนต้นไม้ ริมน้ำตกและริมลำธาร ร้านอาหารขนาดใหญ่ริมน้ำตก 200 ที่นั่ง ในรูปแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ สร้างหมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าแบบโบราณ โดยสร้างบ้านตามแบบดั้งเดิมของ 8 ชนเผ่า พร้อมรวบรวมครอบครัวชนเผ่าต่างๆ เข้ามาอุปการะ ให้ทำงาน มีรายได้เลี้ยงตัวและครอบครัว
“หลังจากใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปีเศษ เริ่มเปิดกิจการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2546 มีร้านอาหารปลอดสารพิษ ไม่ใช่ผงชูรส เครื่องดื่มสมุนไพร ไม่ขายเหล้า พนักงานทั้งหมดเป็นชนเผ่า มีการปลูกไม้ประดับและพันธุ์ไม้หายากต่างๆ เพิ่มเติม ห้ามตัดไม้ และห้ามล่าสัตว์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม ท่องเที่ยว พักผ่อน จำนวนมาก” นายวิมล กล่าวและว่า ในปี 2555 ก่อนหมดอายุใบลงทุน 3 ปี ได้ทำเรื่องขอต่ออายุใบลงทุนกับทางการแขวงจำปาสัก ผลการประเมินของคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ต่อใบอนุญาตการลงทุนได้ แต่เรื่องก็เงียบหายไปเกือบ 2 ปี จากการติดตามทวงถาม ทางภาครัฐได้ส่งกรรมการชุดใหม่มาประเมินอีกครั้ง ผลประเมินครั้งที่ 2 ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ต่อใบอนุญาตลงทุน

นายวิมล กล่าวว่า แต่ต่อมา เจ้าแขวงจำปาสัก คนปัจจุบันได้ออกหนังสือมีความเห็นส่วนตัวต่างจากมติของคณะกรรมการการประเมินทั้ง 2 ครั้ง ส่งถึงกระทรวงแผนและการลงทุน นครหลวงเวียงจันทน์ ระบุว่า ได้รับการยืนยันจากตนไม่ขอต่อใบอนุญาตลงทุน เพราะสุขภาพไม่ดี และไม่ขอรับค่าชดเชย และแขวงจำปาสักจะขอเป็นผู้รับดำเนินกิจการต่อเอง
“หลังจากทราบเรื่อง ผมได้ไปติดต่อที่กระทรวงแผนและการลงทุน ทราบว่ารัฐมนตรีได้เซ็นเห็นชอบให้แขวงจำปาสักดำเนินกิจการไปแล้ว ผมจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมเสนอต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอโครงการคืนหรือขอค่าชดเชยที่ยุติธรรม ต่อมาสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือถึงกระทรวงแผนและการลงทุน แจ้งให้แขวงจำปาสักจ่ายค่าชดเชยให้ผมอย่างยุติธรรม” นายวิมล กล่าวและว่า ระหว่างที่ต่อสู้กับเรื่องดังกล่าว ก็ประสบความยุ่งยากในการขอต่อวีซ่าประกอบธุรกิจกับแขวงจำปาสัก และต่อมาแขวงจำปาสักได้เชิญให้ตนไปลงนามรับค่าชดเชยโครงการเป็นเงิน 3 แสนเหรียญสหรัฐ โดยเตรียมเช็คสั่งจ่ายเป็นเงินสกุลกีบให้ประมาณ 2,500 ล้านกีบ ตนจึงปฏิเสธรับเงินก้อนนี้เพราะเห็นว่าเป้นการประเมินที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และเป็นการประเมินเพียงฝ่ายเดียว โดยประเมินเฉพาะสิ่งก่อสร้างบางส่วนไม่ได้รวมมูลค่าองค์ประกอบทางธุรกิจอื่นๆ เช่น ลูกค้าจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก และชื่อเสียง เครดิตที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ

นายวิมล กล่าวอีกว่า ล่าสุด แขวงจำปาสักได้บังคับให้ตนลงนามยุติการประกอบธุรกิจภายในโครงการ และยอมให้แขวงจำปาสักใช้อาคารสถานที่และอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งพนักงานทั้งหมด ตนจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทยโดยมีเงินติดตัวเพียง 4 หมื่นบาท และสุนัขอีก 2 ตัว เท่านั้น
“ต่อมาแขวงจำปาสักมีหนังสือถึงกงสุลไทยประจำแขวงสะหวันนะเขต เรียกให้ผมไปรับเงินจำนวนเดิมอีกครั้ง ผมจึงเดินทางไปพร้อมคณะกงสุลไทย พร้อมกับแจ้งในที่ประชุมว่าไม่สามารถรับเงินจำนวนนี้ได้ และแจ้งให้ที่ประชุมทราบอีกว่า มีกลุ่มนักธุรกิจ 2 คณะ แจ้งความจำนงซื้อกิจการของผมในราคา 2 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข่าว ทราบว่าขณะนี้บริเวณพื้นที่โครงการของผม ได้มีบริษัทซีเอสซี (CSC) ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับเจ้าแขวงจำปาสัก ได้ส่งคนงานและเครื่องมือหนักเข้าไปรื้อถอนร้านอาหาร และบ้านพักทั้งหมดแล้ว โดยบริษัทดังกล่าวยังไม่จ่ายชดเชยให้ผม และยังไม่ได้รับใบอนุญาตลงทุนจากภาครัฐแต่อย่างใด” นายวิมล กล่าวและว่า ล่าสุด แขวงจำปาสักได้ส่งหนังสือถึงสถานกงสุลไทย ที่แขวงสะหวันนะเขต เรียกให้ตนไปรับเงินจำนวนเดิมภายใน 5 วัน ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมและขอความเมตตาจากนายกฯ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทและปัญหานี้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนมีนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมนักลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งกรณีนี้เป็นที่สนใจของบรรดานักลงทุนชาวไทยใน สปป.ลาว เป็นอย่างมาก
นายวิมล กล่าวอีกว่า ได้ทุ่มเทให้กับโครงการนี้จนป่วยเป็นมาเลเรียขึ้นสมอง ตาทั้งสองข้างบอดสนิทมา 16 ปี หมดสิ้นค่ารักษาพยาบาลหลายล้านบาท ต่อมาภรรยาก็ได้เสียชีวิตจากภาวะปอดบวม เนื่องจากทุ่มเททำงานหนักภายในโครงการเมื่อ 9 ปีก่อน จึงหวังว่าจะได้เงินค่าชดเชยที่เป็นธรรมก้อนนี้ เพื่อดำเนินชีวิตในบั้นปลายกับครอบครัว
#ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก น้ำตกผาส่วม อุทยานบางเจียง

