เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 23 สิงหาคม ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ ผบก.ปคบ. พร้อม พ.ต.อ.ธวัช ปิ่นประยงค์ รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและหน่วยงานเกี่ยวข้อง แถลงผลตรวจยึดสินค้าจากแก๊งชาวเวียดนามที่หลอกลวงขายเครื่องประหยัดไฟฟ้าโดยแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐและตัดต่อภาพบุคคลโฆษณาขายสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊กมานานกว่า 2 ปี รวมความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท และของกลางร่วมร้อยรายการ
พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขตกล่าวว่า ภายหลังได้รับประสานจาก บก.ปอท.ว่าการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนผลิตและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร้องเรียนว่ามีเพจเฟซบุ๊กรายหนึ่งหลอกขายผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในราคาเพียง 999 บาท โดยอ้างหน่วยงานรัฐและนำภาพคนมีชื่อเสียงมาตัดต่อโฆษณาจนมีประชาชนหลงเชื่อถูกหลอกลวงจำนวนมาก ซึ่งทางไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ยืนยันว่าอุปกรณ์ช่วยประหยัดไฟฟ้าไม่มีอยู่จริง จึงรวบรวมหลักฐานก่อนนำกำลังตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพัก 2 หลังในซอยเคหะร่มเกล้า 31 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร
พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขตกล่าวต่อ ผลการตรวจค้นพบ น.ส.เกวียน เหงียน ชาวเวียดนาม อายุ 37 ปี เป็นเจ้าของบ้าน ให้การว่า ตนเองทำหน้าที่ช่วยบรรจุสินค้าเครื่องช่วยประหยัดไฟฟ้าส่งให้แก่ลูกค้า ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องชาวไทย 2 ราย ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับตน และมีชายชาวเวียดนามอีกรายเป็นเซลส์ขายสินค้า โดยเซลส์รายนี้จะแวะมาที่บ้านสัปดาห์ละครั้ง ต่อมานายทุนในประเทศเวียดนามได้สั่งย้ายไปหาสถานที่ไปยัง อ.พานทอง จ.ชลบุรี ตำรวจขยายผลตรวจค้น พบอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า Power Factor 18 ตัว,สมุดบัญชีซื้อขาย,เทปกาวแบบใส,วัสดุกันกระแทก และกล่องส่งพัสดุ
พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขตกล่าวอีกว่า แหล่งที่สอง ตำรวจ ปคบ.ร่วมกับ สภ.พานทอง จ.ชลบุรี เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน ต.พานทอง แต่ไม่พบผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ ก่อนจะพบผลิตภัณฑ์เครื่องประหยัดไฟฟ้า Power Factor Saver บรรจุในกล่องจำนวน 64 ตัว และฝาครอบ 88 ชิ้น,ตัวเครื่องเปล่าผลิตภัณฑ์เครื่องประหยัดไฟฟ้า Power Factor Saver จำนวน 93 ชิ้น,กล่องเปล่า 47 ใบ,เอกสารสำคัญส่งสินค้าและใบเสร็จรับเงินจำนวน รวมถึงเอกสารอื่นๆ ซึ่งของกลางทั้งที่ในกรุงเทพฯ และ จ.ชลบุรี ไม่มีภาษาไทย มีเพียงแต่ภาษาอังกฤษ เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดไว้ตรวจสอบ ซึ่งเมื่อผ่าพิสูจน์แล้วพบว่า ภายในมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้หลอดไฟแอลอีดีติดเท่านั้น ไม่ได้ลดค่าไฟ ทั้งยังกินไฟเพิ่มขึ้น เสี่ยงจะเกิดไฟชอร์ตจนขยายเป็นเพลิงไหม้ได้
พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขตกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางเฟซบุ๊กที่ขายสินค้าดังกล่าวพบว่าได้เปิดทำการมานานกว่า 2 ปี มียอดจำหน่ายเครื่องประหยัดไฟฟ้าเฉลี่ยวันละประมาณ 900 เครื่อง รวมราคากว่า 50 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบว่านำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยผลิตขึ้นในประเทศจีน และมีบริษัทที่จดทะเบียนในไทยซึ่งมีทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นกรรมการบริหารเป็นผู้นำเข้ามาจำหน่าย
ทั้งนี้สำหรับการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน รวมถึง ความผิดฐานเข้าข้อมูลเท็จตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เบื้องต้นจึงยึดของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.ดำเนินการติดตามกลุ่มผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี


