เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก สธ.กล่าวถึงกรณีครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น แอบผสมน้ำปัสสาวะของตัวเองให้เด็กนักเรียนชั้นประถมต้นดื่ม อ้างว่าเด็กปวดท้องเพราะน้ำอัดลม และเมื่อได้ดื่มน้ำปัสสาวะของครูแล้ว อาการเด็กก็จะดีขึ้นภายใน 30 นาที จนขณะนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง ว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
“การที่จะมาบอกว่าสามารถรักษาทุกโรค เป็นยาวิเศษ หรือกินแล้วจะมีสรรพคุณเช่นนั้นเช่นนี้ เป็นการกล่าวอ้างที่ดูเกินจริงไปหรือไม่ เนื่องจากการนำมาใช้รักษาโรค จะต้องมีข้อมูลศึกษาและผลงานวิจัยมาประกอบการรักษา ดังนั้น การกินน้ำปัสสาวะแล้วหายจากอาการป่วย 1 คน แล้วจะมาบอกต่อว่าสามารถรักษาโรคได้นั้น ไม่สามารถทำได้ จะต้องมีการศึกษาวิจัยที่ชัดเจน” นพ.มรุตกล่าว และว่า ขณะนี้ได้ให้ทีมงานตรวจสอบข้อมูลว่ามีข้อมูลวิจัย หรือหลักฐานใดพิสูจน์ได้บ้างหรือไม่ รวมถึงกรมแพทย์แผนไทยฯ จะสามารถถ่ายทอดความรู้ข้อมูลไปยังประชาชนอย่างไรได้บ้าง
นพ.มรุตกล่าวว่า ตามหลักการอ้างอิงจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สามารถอ้างอิงได้ชัดเจนว่า ปัสสาวะเป็นของเสียที่ขับออกมาจากร่างกาย โดยในคนที่เป็นเบาหวาน ก็ขับน้ำตาลออกมาจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ ส่วนคนที่เป็นคนโรคไตก็มีขับถ่ายของเสียในร่างกายออกมามาก โดยใครจะบอกว่ารักษาโรคหาย ทั้งแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบันก็มีข้อมูลว่าสามารถใช้ได้บางสถานการณ์เท่านั้น ไม่ใช่ทุกโรค ส่วนบอกว่ารักษามะเร็งได้ก็จะต้องมีข้อมูลชัดเจน ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ จะเร่งตรวจสอบว่าปัสสาวะมีประโยชน์ต่อโรคใด อย่างไรบ้าง และจะเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนต่อไป
นอกจากนี้ นพ.มรุตกล่าวว่า การรักษาแบบแพทย์ทางเลือกนั้น ต้องรักษาด้วยวิธีหลักก่อน เมื่อรักษาไม่ได้จึงหันมารักษาแพทย์ทางเลือก ไม่ใช่เอาทางเลือกมารักษาก่อน แล้วบอกว่าสารสกัดจากปัสสาวะมาผสมให้คนอื่นดื่มกินนั้น ทุกคนสามารถตอบได้อยู่แล้วว่าสมควรหรือไม่ เพราะของเสียที่ขับออกมาจากปัสสาวะ หรืออุจจาระ ย่อมมีแบคทีเรียและการปนเปื้อนของเชื้อโรคมากกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีการอ้างอิงว่าปัสสาวะรักษาโรคได้ โดยใช้หัวกระดาษของกรมการแพทย์แผนไทยฯ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวอ้างนั้น นพ.มรุตกล่าวว่า เรื่องนี้ขอตรวจสอบก่อน

