‘สธ.’ เบรกปลุกคนไทยตื่น! ‘กินฉี่’ รักษาโรค ไร้งานวิจัยรับรอง ชี้ ‘อวัยวะสืบพันธ์ุ-ทวารหนัก’ แหล่งเชื้อโรค
กินฉี่ – ภายหลังโซเชียลมีเดียแชร์ข้อความครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.พล จ.ขอนแก่น ได้ทำน้ำ “ปัสสาวะ” หรือฉี่ กลั่นสมุนไพรไปให้เด็กกิน โดยระบุว่าเพื่อรักษาอาการปวดท้อง โดยอาการจะดีขึ้นภายใน 30 นาที ขณะเดียวกันชาวบ้านใน ต.หนองอ้อ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ที่ใช้น้ำปัสสาวะของตัวเองดื่มกิน พร้อมทั้งใช้อาบ ล้างตา สระผม และล้างแผลของตนเอง เพราะเชื่อว่าปลอดจากโรค รวมถึงกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งนำปัสสาวะกลั่นมาล้างแผลผู้ป่วย โดยระบุว่าตนเองเป็นพยาบาล จนกระแส “กินฉี่” เพื่อรักษาโรคกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า สำหรับการกินปัสสาวะเพื่อรักษาโรค เป็นยารักษาโรคบางตำรับในตำนาน หากพูดถึงประวัติของการนำปัสสาวะมารักษาโรคนั้นมีอยู่ประปรายในสมัยกรุงโรม และยุคกรีซโบราณที่มีการพูดถึงอยู่บ้าง โดยในโบราณอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์อยู่ที่ 30-40 ปี ถือว่าเก่งแล้ว แต่ปัจจุบันเวลากว่าหลาย 100 ปีได้ผ่านไป วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปมาก หากวัดกันด้วยวิทยาศาสตร์ ณ ปัจจุบัน ไม่มีงานวิจัยใดๆ รองรับว่าปัสสาวะใช้เป็นยารักษาโรคได้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะเป็นความเชื่อส่วนบุคคลอยู่ในบางกลุ่ม หรือบางคนเป็นระยะๆ บ้างก็ตาม
ซึ่งก็พอเข้าใจได้สำหรับความเชื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบอกต่อกันมา หรือเคยอ่านเจอจนเกิดความเข้าใจว่าเป็นตำรับยาโบราณ ประกอบกับปัสสาวะได้มีสารเคมีบางตัวที่ขับออกมาจากร่างกาย และมีสารเคมีที่มีคุณสมบัติเฉพาะ จึงทำให้นึกถึงยารักษาโรค เช่น บางคนนำปัสสาวะมารักษาสิว ใช้ล้างหน้า พอกหน้าและแต้มสิว หากใน 100 ปีที่แล้วก็เทียบเป็นน้ำ เพราะไม่มีแหล่งน้ำสะอาด แต่ในยุคปัจจุบันเหมือนกับน้ำตามห้วย หนอง คลอง บึง และในฉี่มียูเรีย ซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายขับออกมา แต่ยูเรียก็เป็นปุ๋ยได้ ทำให้ต้นไม้ใบเขียว
ส่วนยาละลายสิวเสี้ยนก็มียูเรียเป็นส่วนประกอบด้วย เพราะฉะนั้น จึงเป็นความพร้อมของสารเคมี ที่คนนำไปใช้แล้วเกิดอาการดีขึ้น แต่เมื่อเทียบระหว่างการนำปัสสาวะและยารักษาสิว หรือไปหาแพทย์ และได้รับยาแก้สิวที่มีราคาไม่แพงมากนัก ความเสี่ยงจะต่างกันมาก เช่น ในบางรายเมื่อนำปัสสาวะมารักษาสิวจะยิ่งทำให้สิวอักเสบเห่อมากขึ้น ยกเว้นแต่บางรายที่โชคดีเท่านั้น
“เพราะในน้ำปัสสาวะที่ออกมา หากคนคนนั้นมีสุขภาพดี ปัสสาวะที่ออกมาไม่มีเชื้อโรคที่ร่างกายขับออกมาได้ จะเป็นปัสสาวะดี แต่บริเวณทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ บริเวณอวัยวะสืบพันธ์ุ และบริเวณทวารหนัก มีแหล่งเชื้อโรคชุกชุมจำนวนมาก หากนำมาป้ายใส่ร่างกาย ล้างแผลหรือดื่มกิน จะกลายเป็นความสุ่มเสี่ยงและทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้” พญ.อัมพรกล่าว
พญ.อัมพรกล่าวว่า สำหรับในปัสสาวะจะประกอบด้วย ยูเรีย โซเดียม โพแตสเซียมคอลไรด์ ซึ่งเป็นพวกแคลเซียมส่วนเกินที่ร่างกายขับออกมาเพื่อรักษาสมดุล หรือขับสารอื่นที่ร่างกายไม่ต้องการออกมา และกำจัดออกมาผ่านปัสสาวะ เช่น หากเรากินสารพิษสักตัวในร่างกาย ซึ่งเป็นสารพิษที่ไม่ได้อันตรายต่อชีวิต จะถูกขับออกมาจากร่างกาย และขับออกมาผ่านปัสสาวะ หลังจากระบบภายในได้ทำการซักฟอกของเสีย
ดังนั้น เราเชื่อว่าการดื่มปัสสาวะเป็นยาวิเศษ ถามว่าของเสียแล้วเอาเข้ามาในร่างกายอีกรอบมันสมควรหรือไม่ โดยในกรณีที่ร่างกายรับสารบางอย่างที่เป็นของเสียที่ร่างกายต้องการกำจัดอยู่แล้ว แล้วกลับดื่มคืนสารเข้าไปนั้นมีความเสี่ยงสูง แต่ในอดีต การดื่มปัสสาวะสามารถใช้ได้ในบางสถานการณ์ อาทิ ภาวะสงคราม หรือในยุคขาดแคลนยา โดยเมื่อเราได้กินยา หรือยาปฏิชีวนะ ยาก็จะวิ่งไปตามร่างกายเพื่อรักษาโรค และจะมีบางส่วนที่เป็นส่วนเกินถูกขับออกมาจากปัสสาวะ บางครั้งก็จะนำฉี่ย้อนกลับมาให้คนคนนั้นดื่มกินเป็นยาอีกครั้ง
“แต่ในยุคปัจจุบัน เราไม่จำเป็นต้องดื่ม กินฉี่ ดังนั้น ยุคนี้จึงไม่มีความจำเป็น และเหตุผลที่จะนำปัสสาวะมาใช้รักษาโรค และยืนยันว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งไม่มีหลักฐาน หรืองานวิจัยใดมารองรับ และการนำปัสสาวะมาดื่ม กิน จะมีความเสี่ยงสูงมากในการดื่มกินเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับปัสสาวะ ที่เป็นของเสียที่ขับออกมาจากร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย และยิ่งมีการเก็บปัสสาวะ หรือตั้งเอาไว้ ก็จะยิ่งมีการปนเปื้อนเชื้อโรคมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องให้ความรู้ประชาชนในการแพทย์แผนปัจจุบัน ขอให้ตื่น ตื่น ตื่นกันได้แล้ว” พญ.อัมพรกล่าว
นอกจากนี้ พญ.อัมพรกล่าวถึงกรณีมีแพทย์กลั่นฉี่ไปใช้รักษาโรคว่า เป็นความเชื่อส่วนบุคคล อาจมีความเชื่อในบางประเด็น แต่ในศาสตร์และวิชาชีพทางการแพทย์ปัจจุบันไม่มีการนำปัสสาวะมาใช้รักษาโรค และขอให้ทบทวนการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ฝากย้ำถึงประชาชนว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานรับรอง ส่วนการยัดเยียดให้คนอื่นเชื่อและปฏิบัติตาม ทางเราจะขอทักท้วง เพราะถือว่าผิดจริยธรรมในการอยู่ร่วมกัน โดยไม่ควรจะมีการหลอกล่อให้ผู้อื่นรับสารที่มีความเสี่ยงเป็นอันตรายต่อร่างกายเข้าไป


