เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 30 สิงหาคม นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการ (ผอ.) โรงพยาบาล เพื่อจัดเตรียมมาตรการดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนโพดุล ภายหลังกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางจังหวัดในภาคเหนือ และภาคตะวันออก เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย รวมถึงฟ้าฝนคะนอง และคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรง ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน 2562 นี้

นพ.สุขุมกล่าวในที่ประชุมว่า โดยเมื่อเวลา 05.30 น.พายุโพดุลได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย บริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครพนมแล้ว และคาดจะเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดสกลนครต่อไป โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ได้มีการสั่งการไปยัง นพ.สสจ. และผอ.โรงพยาบาลทั่วประเทศ ให้เตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากพายุโซนร้อนโพดุล และได้ประชุมผ่านระบบวิดีโอเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในจังหวัดที่จะได้รับผลกระทบ รวม 61 จังหวัด และพื้นที่ที่มีความรุนแรงและมีความเสี่ยงสูง 15 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกหาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ จันทบุรี ตราด ระนอง พังงาและภูเก็ต และคาดจะมีสถานบริการสาธารณสุขที่ได้รับผลกระทบ 211 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 3 แห่ง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ 15 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ 3 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป 3 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน 28 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 159 แห่ง

นพ.สุขุมกล่าวว่า ทั้งนี้ ได้มีข้อสั่งการให้เตรียมพร้อม ดังนี้ 1.ขอให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 2.การจัดบริการดูแลและรองรับผู้ป่วยที่จะได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน โดยการจัดเตรียมแพทย์ ห้องฉุกเฉินและเลือดให้เพียงพอ การเฝ้าระวังโรคภัยที่มากับฝน เนื่องจากอากาศที่มีความชื้นสูง เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคทางเดินอาหาร โรคภูมิแพ้ และโรคที่มาจากน้ำท่วมขัง เช่น โรคฉี่หนู โรคน้ำกัดเท้า รวมถึงโรคประจำตัวผู้ป่วย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคลมชัก เนื่องจากการเดินทางมารับยาไม่สะดวก และผู้ป่วยต้องได้รับยาต่อเนื่อง อาจเกิดอาการกำเริบ 3.กรณีผู้ป่วยไม่สามารถเดินทางมารับยายังสถานพยาบาล ให้อาศัยเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ลงพื้นที่สำรวจผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยา และให้ อสม.สามารถส่งยาให้ผู้ป่วยได้ รวมถึงให้การดูแลช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น กรณีมีผู้ป่วยโรคลมชักติดค้างในรีสอร์ต ในอ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากน้ำได้เข้าท่วมในพื้นที่ และปัจจุบันได้รับการช่วยเหลือแล้ว
นพ.สุขุม กล่าวว่า 4.ให้แต่ละโรงพยาบาลเร่งสำรวจ อาคาร สถานที่ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้เคลื่อนย้ายขึ้นพื้นที่สูง พร้อมเตรียมชุดยาเวชภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ช่วยเหลือประชาชนให้เพียงพอ 5.เตรียมจัดหน่วยพยาบาลให้บริการนอกสถานที่ และแผนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย 6.ตรวจสอบระบบระบายน้ำ เตรียมระบบไฟฟ้าสำรอง 7.เตรียมการสำหรับผู้ป่วย และเตรียมแผนอพยพผู้ป่วยวิกฤตกรณีจำเป็น และ 8.การเตรียมความพร้อมบุคลากรแพทย์ รองรับเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากอาจมีบุคลากรได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน และให้จัดเตรียมที่พักชั่วคราวไว้ให้ด้วย เช่น ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ได้เกิดน้ำท่วมบ้านพัก ซึ่งส่วนนี้ได้จัดหาที่พักไว้ให้แล้ว
“โดยภาพรวมทั้งหมดพบว่า ยังไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนโพดุล และสถานพยาบาลทุกแห่งยังเปิดให้บริการตามปกติ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นในส่วนของเครื่องมือแพทย์ หรือขอความรับช่วยเหลือในกรณีจำเป็นสถานพยาบาลได้รับความเสียหาย ให้สามารถแจ้งมายังกองบริหารการสาธารณสุข (กบรส.) เพื่อจัดสรรงบประมาณจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น” นพ.สุขุม กล่าว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากร่องมรสุมตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบรวม 2 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.สต.โคกสะอาด ต.โคกสะอาด อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ทำให้เปิดบริการได้บางส่วน และสั่งปิดคลินิกทันตกรรม โดยจากสำรวจพบวัสดุสำนักงานได้รับความเสียหาย แต่ปัจจุบันเข้าสู่ภาวะปกติ และเปิดให้บริการประชาชาได้แล้ว และ 2.รพ.สต.โพนแพง ต.หนองสนม อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เกิดน้ำท่วมบริเวณชั้น 1 ของ รพ.สต.ทั้งหมด และมีระดับน้ำสูง 3 เซนติเมตร ปัจจุบันได้ย้ายเคลื่อนมือแพทย์ทั้งหมดไปยังบริเวณชั้น 2 และย้ายจุดบริการไปยังวัดดอนแจ้ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งการประเมินปริมาณน้ำฝนสะสม และมวลน้ำในพื้นที่ และระดับน้ำในแม่น้ำโขง ขณะที่ทาง สธ.ได้จัดส่งหน้ากากอนามัย และยารักษาโรคน้ำกัดน้ำ ใน 2 พื้นที่ดังกล่าว

