กรณีที่มีชาวบ้าน อ.ปากชม จ.เลย ร้องเรียนไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เลย กรณี นายโกวิท อินทสอน พยาบาลประจำห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาล (รพ.) ปากชม จ.เลย ไม่ได้จบการศึกษาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) แต่ปลอมวุฒิการศึกษา และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์มาทำงานที่แผนกฉุกเฉิน รพ.ปากชม นานถึง 11 ปี จนได้รับการบรรจุเป็นราชการ ซึ่งล่าสุดนายโกวิทถูกให้ออกจากราชการ และรับโทษทางคดีอาญาฐานปลอมแปลงเอกสารทางราชการนั้น
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ตั้งทีมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และลงพื้นที่ จ.เลย แล้ว สำหรับการบรรจุราชการนั้น ส่วนกลางได้มีการกระจายอำนาจไปยังส่วนท้องถิ่น หรือ สสจ.ซึ่งจะต้องเรียกดูหลักฐาน อาทิ ใบประกอบวิชาชีพ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
“กรณีดังกล่าวจะต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริง ก่อนจะนำผลสอบสวนมารายงานต่อไป ทั้งนี้ เนื่องจากบุคลากรสาธารณสุข แพทย์ หรือพยาบาล ซึ่งได้ทำการรักษาคนไข้โดยตรง หากไม่มีความรู้เฉพาะวิชาชีพ จะส่งผลต่อคนไข้ได้รับอันตรายได้ เป็นเรื่องที่เป็นห่วงที่สุด” นพ.สุขุม กล่าวและว่า เนื่องจากนายโกวิทได้สอบได้ทุนคณะพยาบาลศาสตร์ มข.ตามโครงการข้อตกลงของ สธ. และกระทรวงมหาดไทย (มท.) ในการส่งเสริมเรื่องสาธารณสุข ท้องถิ่นที่มีความพร้อมจะส่งเสริมบุคลากรไปเรียนต่อ โดยใช้งบประมาณท้องถิ่น และเมื่อจบให้ทำงานในท้องถิ่น โดยที่ อบต.ปากชม เปิดคัดเลือกและมีการจัดสอบตามระเบียบ แต่นายโกวิทได้ออกจากการศึกษาก่อนจบหลักสูตร ซึ่งไม่มีใครทราบ ทำให้เกิดความเข้าใจและเชื่อว่านายโกวิทจะสำเร็จการศึกษาดังกล่าว
นพ.สุขุม กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องติดตามรายละเอียด และตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าเป็นความบกพร่องของหน่วยงานหรือไม่ เช่น การต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ โดยสภาการพยาบาล ซึ่งจะต้องดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตใหม่ทุก 5 ปี โดยนายโกวิทได้มีการดำเนินต่ออายุใบอนุญาตฯ หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า สธ.ได้มีระบบการตรวจสอบเอกสาร แต่ทั้งนี้ จะสั่งการให้โรงพยาบาลเพิ่มความเข้มงวดในบางกรณีที่จะต้องมีการตรวจสอบไปยังต้นสังกัด ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ผู้นั้นจบการศึกษาด้วย
“ในส่วนของเงินเดือนที่นายโกวิทได้รับไปแล้วเป็นเวลา 11 ปีนั้น จะต้องรอผลตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จากนั้นก็พิจารณาตามข้อกฎหมาย โดยต้องดูว่ามีใครร่วมรับผิดชอบบ้าง เช่น ผู้ที่รับเข้ามาหละหลวมต่อการปฏิบัติหน้าที่ หรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ รวมถึงจะต้องมีการตรวจสอบผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการได้รับการรักษาจากนายโกวิทด้วย ว่าเป็นไปตามการรักษามาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ สำหรับกรณีนายโกวิท เป็นเรื่องที่ช่วยกระตุ้นให้ สธ. ต้องเพิ่มความเข้มงวดในส่วนเอกสารประกอบวิชาชีพของบุคลากรสาธารณสุข” นพ.สุขุม กล่าว
ด้าน รศ.ทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว ผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จะต้องจบการศึกษาตามหลักสูตร และขึ้นทะเบียนกับสภาการพยาบาล จึงจะสามารถประกอบวิชาชีพได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทุก 5 ปี จะต้องมาต่อใบอนุญาต โดยจะต้องสอบวัดความรู้ หรือ ผ่านการอบรม ประชุมวิชาการ เพื่อเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะของตัวเอง ให้ทันกับยุคปัจจุบัน เพื่อให้เกิดคุณภาพ มาตรฐานต่อการดูแลผู้ป่วย ซึ่งจะสะสมเป็นหน่วยกิตให้ได้ 50 หน่วยกิต จึงจะได้รับการต่อใบอนุญาตอีกครั้ง หากไม่ครบก็จะไม่มีสิทธิ์ต่อ เพราะขาดคุณสมบัติ และจะถูกยึดใบประกอบวิชาชีพ ไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ ทั้งนี้ การปลอมใบอนุญาตมีความผิดทางอาญา ซึ่งโรงพยาบาลต้นสังกัดต้องดำเนินการ

