ในการประชุมติดตามกำกับผลการดำเนินงานด้านคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข และชี้แจงแนวทางการป้องกันการเกิดซ้ำด้านคุณภาพบริการของหน่วยบริการในพื้นที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 7 ขอนแก่น ณ โรงแรมเจริญธานีขอนแก่น จ.ขอนแก่น เมื่อเร็วๆนี้
รศ.นพ.ยุทธพงศ์ วีระวัฒนตระกูล ผู้ทรงคุณวุฒิจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ในฐานะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับเขตพื้นที่ (อคม.) สปสช. เขต 7 ขอนแก่น เปิดเผยระหว่างบรรยายพิเศษเรื่องแผนส่งเสริมการดำเนินงานและสร้างการรับรู้ เพื่อลดอัตราการทำหมันแล้วท้องในพื้นที่ ว่า การตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นภายหลังการทำหมันหญิง พบไม่บ่อย แต่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ เมื่อปี 2548 ได้ร่วมกับคณะนักวิจัยติดตามผู้รับการทำหมันหญิงของโรงพยาบาล (รพ.) ศรีนครินทร์ ตั้งแต่ปี 2521-2545 เป็นเวลา 25 ปี จำนวน 35,094 ราย พบอัตราการตั้งครรภ์สะสม 74 ราย ร้อยละ 0.21 แบ่งเป็นการตั้งครรภ์หลังการทำหมันหลังคลอด ร้อยละ 0.136 และการตั้งครรภ์หลังจากทำหมันแห้ง ร้อยละ 0.723 ส่วนการทำหมันพร้อมผ่าตัดคลอด ร้อยละ 0.141
“การตั้งครรภ์หลังทำหมันหลังคลอด มีสาเหตุจากความผิดพลาดของการผ่าตัด ซึ่งพบบ่อย และการเกิดท่อเชื่อมระหว่างหลอดมดลูกที่ถูกตัดหรือเกิดการเชื่อมกันเองของหลอดมดลูก ส่วนการตั้งครรภ์หลังทำหมันแห้ง มีสาเหตุ 1.ความผิดพลาดของอุปกรณ์ 2.การเกิดท่อเชื่อมระหว่างหลอดมดลูก และ 3.สตรีที่มาทำหมันแห้งอาจตั้งครรภ์ระยะแรกขณะเมื่อมารับการทำหมันแห้ง ในบางรายอาจไม่พบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม พบว่าส่วนใหญ่ของความล้มเหลวในการทำหมันไม่สามารถป้องกันได้” นพ.ยุทธพงศ์ กล่าว

นพ.ยุทธพงศ์ กล่าวว่า แพทย์ พยาบาล ไม่ควรให้คำแนะนำผู้ที่ไปคุมกำเนิดหลังการคลอดด้วยคำว่า “ทำหมันถาวร” เพราะทางการแพทย์ไม่มีวิธีการใดคุมกำเนิดได้ 100% แต่ขอให้บอกผู้ที่ไปคุมกำเนิดตามวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้ เช่น การคุมกำเนิดด้วยการผ่าตัดท่อนำไข่ การกินยาคุมกำเนิด การใส่ห่วงคุมกำเนิด ฯลฯ และขอให้มีการยืนยันการส่งตรวจชิ้นเนื้อหรือถ่ายภาพหลอดมดลูกที่มีไหมร้อยแสดงไว้ในเวชระเบียนหลังการทำหมันหญิงทุกครั้ง เพราะหากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นภายหลัง ถือว่าไม่ใช่ความผิดพลาดของการผ่าตัด แต่เป็นการรักษาที่ได้คุณภาพและมาตรฐานแล้ว แต่หากไม่มีการยืนยันหลอดมดลูกหากมีการร้องเรียนจะเป็นปัญหาเรื่องการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานในภายหลัง
รศ.นพ.ยุทธพงศ์ กล่าวว่า ล่าสุด สปสช.ได้ออกหนังสือเวียนที่ สปสช. 4.03/ว.1156 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 เรื่องแนวทางการพิจารณาคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีทำหมันแล้วตั้งครรภ์ 2 กรณี คือ 1.หากมีการยืนยันหลอดมดลูกหลังการทำหมันหญิง ไม่ว่าจะเป็นการส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา หรือการใช้ไหมร้อยชิ้นเนื้อที่ตัดออกเหนือรอยผูกของหลอดมดลูก ว่าเป็นท่อหรือหลอดมดลูก พร้อมกับถ่ายภาพยืนยันในเวชระเบียนหรือบันทึกการผ่าตัด ถือว่าเป็นการทำตามมาตรฐานการผ่าตัด ไม่เข้าเกณฑ์การได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 2.หากไม่มีการยืนยันหลอดมดลูกหลังการทำหมันหญิง ให้ถือเป็นเหตุสุดวิสัย เข้าเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ตามมาตรา 41 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545
สำหรับในพื้นที่ สปสช.เขต 7 ขอนแก่น มีจำนวนผู้ขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการเข้ารับบริการสาธารณสุข ตามมาตรา 41 กรณีทำหมันหญิงแล้วตั้งครรภ์แต่ละปี 20–25 ราย ซึ่งการช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 นั้น ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความผิดพลาดจากการรับบริการสาธารณสุข แต่เรื่องดังกล่าวยังมีความเห็นที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยกลุ่มของแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ เห็นว่าเป็นความจริงทางการแพทย์ที่มีอัตราการล้มเหลวได้ทั้งทางทฤษฎี และทางปฏิบัติ ในขณะที่กลุ่มองค์กรคุ้มครองผู้รับการรักษาเห็นว่าวิธีถาวรต้องไม่มีผิดพลาด

