‘ผู้พิพากษาอาวุโส’ หวั่น ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ อยู่เขตควบคุมการบิน จี้ รัฐ-ทอท.เร่งตรวจสอบ ห่วงเกิดโศกนาฏกรรม

3.09.19 | 12:01 น.

‘ผู้พิพากษาอาวุโส’ หวั่น ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ อยู่ในเขตควบคุมการบิน จี้ รัฐ-ทอท.เร่งตรวจสอบ ห่วงเกิดโศกนาฏกรรมประเทศชาติร้ายเเรง ไม่ผ่าน ‘ไอเคโอ’ ชี้ไม่ใช่เรื่องขัดเเย้งกับเอกชนเเต่ส่อเป็นความเสียหายระดับประเทศ ระบุสนามบินต้องได้มาตรฐานปลอดภัยรับปัจจัยเสี่ยงธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ได้ให้ความเห็นถึงกรณีปัญหาข้อพิพาทปัญหาความปลอดภัยการบินของโครงการ เซ็นทรัล วิลเลจ ที่ตั้งอยู่ในเขตใต้ของสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีข้อขัดแย้งระหว่าง ทอท.กับเอกชนว่าจะอยู่ในเขตควบคุมการบินเเละสามารถตั้งในเขตนั้นได้จริงหรือไม่ ว่าการโต้แย้งเกี่ยวกับเขตการบินที่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.-AOT) มีหน้าที่ต้องดูแล อันเนื่องจากเป็นกฎหมาย ที่ควบคุมและรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับการจราจรทางอากาศที่สนามบินจะต้องมี กฎระเบียบและกฎหมายที่เกื้อหนุนให้ผู้ดูแลสนามบิน เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ที่มี ทอท.เป็นเจ้าภาพจะต้องรักษากฎระเบียบในเรื่องความปลอดภัยในการเดินอากาศของการจราจรทางอากาศที่จะต้องมีพื้นที่ปลอดภัย รายการขึ้นลงของเครื่องบิน โดยเฉพาะการลงของเครื่องบินที่จะต้องมีพื้นที่กว้างเเละยาวที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างที่จะมากีดขวางการลงของเครื่องบิน เนื่องจากอุปสรรคของการลงเครื่องบินนั้นอาจมีภัยทางธรรมชาติหรืออุปสรรคทางธรรมชาติ เช่น ลมที่พัดขวางการลงของเครื่องบิน ที่เรียกว่า Crosswind บางครั้ง การลงเครื่องบินอาจมีการลดระดับที่แตกต่างกัน และยังมีปัญหาในเรื่องความกดดันของอากาศซึ่งหากมีความกดดันต่ำเพดานการบินลง การบินก็อาจจะต่ำกว่าปกติ ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยของสนามบินซึ่งเป็นการจราจรทางอากาศจึงนับว่าเป็นมาตรฐานและสิ่งสำคัญที่สุดของสนามบินและการคมนาคมทางอากาศด้วย

นายศรีอัมพรกล่าวว่า ปัญหาความปลอดภัยในทางการเดินอากาศนี้ถือว่ามีความสำคัญระดับนานาประเทศ อันเนื่องจากประเทศไทยมีบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้วจากการที่องค์การการบินระหว่างประเทศ ที่มีชื่อเรียกว่า ICAO ก็เคยให้ใบเหลืองและใบแดงแก่ประเทศไทย ในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของการตรวจสอบอากาศยานโดยเฉพาะเครื่องบินพาณิชย์ ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในความลำบากไม่สามารถบินไปยังสหรัฐอเมริกาและประเทศที่มีความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยในการจราจรทางอากาศ สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยต้องได้รับความเสียหายจากความไม่สามารถบินไปยังประเทศต่างๆ ทำให้สูญเสียรายได้ของประเทศหลายแสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นวิกฤตของประเทศเมื่อประมาณ 5 ปีมาแล้ว จนกระทั่งรัฐบาลสมัย คสช.ต้องเร่งออกกฎหมายควบคุมความปลอดภัยในเรื่องการบินตลอดจนหาบุคลากรมีการสร้างกฎหมายกฎระเบียบเกี่ยวกับการตรวจสอบเครื่องบินให้ได้มาตรฐานสากล แม้ปัจจุบันประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากมาตรการห้าม หรือการให้ใบแดงและใบเหลืองของ ICAO มีการปลดล็อกในเรื่องการอนุญาตให้เครื่องบินสัญชาติไทยสามารถบินไปได้ทุกที่ในโลกนับว่าเป็นความสำเร็จของการแก้ไขปัญหานี้จากรัฐบาลที่แล้ว

เเต่เมื่อไม่กี่วันมานี้กลับมีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิและ ทอท.ซึ่งเป็นผู้ดูแลสนามบินนี้ โดยมีเรื่องโต้แย้งกับเอกชนในเรื่องเขตควบคุมการบินกับสิ่งปลูกสร้างของเอกชนตามที่สื่อมวลชนได้รายงานข่าวไปนั้น ปัญหานี้ดูเพลินๆ ก็เป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งเป็นการภายในประเทศ แต่หากวิเคราะห์เจาะลึกก็พบว่าจะเป็นปัญหาระดับประเทศที่จะลุกลามไปยังต่างประเทศ อันเนื่องจะเป็นปัญหาในเรื่องความปลอดภัยในการจราจรทางอากาศที่ปัจจุบันมีผู้โดยสารขาเข้าเข้ามาในประเทศไทยกว่า 40 ล้านคนต่อปี ที่ ทอท.ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลสนามบินสุวรรณภูมิ, กระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลที่จะต้องลงมาสนใจตรวจสอบความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากเป็นท่าอากาศยานระดับใหญ่ของภูมิภาค และมีเครื่องบินขึ้นลงเป็นจำนวนมาก หากเกิดความไม่ปลอดภัยหรือเกิดอุบัติเหตุในเที่ยวบินขาลงก็จะเป็นเรื่องความเสียหายระดับชาติและระดับประเทศ อันถือเป็นโศกนาฏกรรมอันไม่ควรเกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติของประเทศไทย

แต่ขณะนี้เราไม่พบว่ามีความเคลื่อนไหวของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารได้มีการแถลงถึงข้อมูลอันชัดเจนจาก ทอท.หรือกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการจราจรทางอากาศ โดยยังมีหน่วยงานรัฐอื่นเป็นผู้ดูแลอยู่ด้วย ตนก็ยังไม่พบว่ามีอธิบดีหรือรัฐมนตรีออกมาแถลงข่าวในเรื่องความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ ซ้ำร้ายรัฐบาลก็ไม่มีความเคลื่อนไหวที่จะมาแถลงข่าวชี้เเจงถึงการตรวจสอบเรื่องนี้แต่อย่างใด เเละเมื่อหันไปดูทางฝ่ายค้านซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหารก็ไม่ปรากฏว่าจะมีการตั้งกระทู้ถามในเรื่องความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่เรื่องนี้น่าเป็นห่วงและเป็นปัญหาระดับชาติ จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริงและแถลงข่าวให้ชัดเจน มิฉะนั้นแล้ว ข่าวในเรื่องการควบคุมความปลอดภัยในการขึ้นลงของสนามบินสุวรรณภูมิจะแพร่ออกไปยังต่างประเทศ แล้วผลเสียอาจกลับตกมาสู่ประเทศไทยเเล้วอาจมีบางประเทศสั่งห้ามเครื่องบินของตนบินมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอันเนื่องจากปัญหาความไม่แน่ใจหรือไม่แน่นอนของการควบคุมความปลอดภัยของสนามบินด้วย ทั้งที่ปัญหาความปลอดภัยของสนามบินเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากคนไทยหรือต่างชาติก็ดี นั้นไม่มั่นใจในความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิแล้วเขาจะมาใช้บริการของสนามบินนี้ หรือไม่ ตรงนี้จะเห็นว่าเป็นปัญหาจริงๆ

Advertisement

“ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากการไม่ประสานงานของ ทอท.กับกรมทางหลวงแผ่นดิน ที่เป็นผู้เปิดให้มีการเชื่อมทางออกของถนนเพื่อเข้าสู่โครงการก่อสร้างของเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องก็ยังมีเรื่องโต้แย้งในเรื่องความถูกต้องกันอยู่ เมื่อยังเกิดความไม่ชัดแจ้งและความคลุมเครือว่าข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยราชการและเอกชนดังกล่าวนี้จะเป็นเหตุให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่สนามบินสุวรรณภูมิหรือไม่ ทั้งที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติกลับไม่มีหน่วยงานไหนของฝ่ายรัฐบาลหรือเเม้เเต่ฝ่ายค้านออกมาตั้งคำถามว่าการที่หน่วยงานของรัฐปล่อยปละละเลยให้มีการปลูกสร้างอาคารข้างสนามบินนั้นอยู่ในเขตควบคุมการบินเเละอาจเป็นเหตุให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการลงจอดของเครื่องบินหรือไม่” นายศรีอัมพรกล่าว และว่า

“ผมอยากย้ำเหตุผลที่เราจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของสนามบินเนื่องจากขณะที่เครื่องบินกำลังจะลงอาจมีปัญหาภัยธรรมชาติอันเกิดขึ้นได้ง่ายอย่าง Crosswind ซึ่งเป็นกระแสลมปั่นป่วนจะทำให้ทิศทางการลงของเครื่องบินเปลี่ยนแปลงจากความต้องการควบคุมของนักบินและอาจทำให้เพดานบินลงสนามบินต่ำกว่าปกติ หรือการเกิดภัยธรรมชาติ เช่น การมีเมฆหมอกลงจัด มีฝนตกหรือที่เรียกอากาศปิด ทำให้นักบินไม่สามารถเห็นทัศนวิสัยในระยะไกล 1-2 ไมล์ได้ แต่สามารถมองเห็นทางลงจอดในระยะใกล้กว่านั้นจึงต้องใช้เพดานบินต่ำเพื่อมองหาทางลงหรือหากเกิดความกดอากาศต่ำก็อาจจะเกิดปัญหาเพดานบินลดต่ำลงอย่างรวดเร็วที่เรียกว่าตกหลุมอากาศ การเกาะอากาศของปีกเครื่องบิน ย่อมมีประสิทธิภาพต่ำ ทำให้ขณะลงจอดอาจมีเพดานบินต่ำกว่าปกติเเละหากมีสิ่งก่อสร้าง กีดขวางท้ายสนามบินก็อาจเกิดโศกนาฏกรรมเครื่องบินชนและตก จนเกิดความสูญเสียอย่างร้ายแรงแก่การคมนาคมทางอากาศของไทย ส่งผลให้สายการบินของต่างประเทศเกิดความหวาดกลัวไม่ไว้วางใจ ก็จะเกิดการปฏิเสธไม่ยอมนำเครื่องบิน ทั้งไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินโดยสารหรือเครื่องบินขนส่งมาลงที่สนามบินไทย เช่นนี้จะเป็นเรื่องใหญ่กระทบปัญหาเศรษฐกิจเรื่องการท่องเที่ยวและการขนส่งตลอด เเละการเป็นจุดศูนย์กลางการบินของเอเชียอาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของไทยที่เรียกว่า HUB (ฮับ) เพราะผมเองก็เคยมีประสบการณ์ในการนั่งเครื่องบินและพบอุปสรรคว่าเครื่องบินต้องบินในเพดานต่ำ ไม่สามารถลงสนามบินได้เนื่องจากมีหมอกลงจัด หรือที่เรียกว่าอากาศปิด แม้นักบินจะพยายามบินในระดับต่ำก็ไม่สามารถเห็นทางลงของสนามบินได้ จึงต้องบินเลยไปจอดที่อุดรธานีและต้องรอจนกระทั่งหมอกเบาบาง จึงบินกลับไปที่สนามบินได้ อย่างผมนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศเครื่องบินสูงประมาณ 30,000 ฟุต ตกหลุมอากาศลงมาอยู่ที่ 15,000 ฟุต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก และหากขณะเครื่องบินลงที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วเกิดความกดอากาศแปรปรวน เช่น เกิดความกดอากาศต่ำ และเครื่องบินบินลงจอดที่ใช้ เพดานบินประมาณ 800-900 ฟุต แต่หากเกิดความกดอากาศต่ำทำให้เครื่องบินตกหลุมอากาศ และลดเพดานบินลงเหลือ 100-200 ฟุต ก็เสี่ยงที่จะเกิดโศกนาฏกรรม เครื่องบินชนสิ่งก่อสร้างซึ่งอยู่ในเขตควบคุมการบิน สิ่งนั้นย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสาร และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ ต่างชาติก็จะงดใช้บริการหันไปลงจอดที่ประเทศข้างเคียง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การบินแห่งเอเชีย หรือฮับ ผมเป็นห่วงเรื่องนี้”