หน้าแรก ในประเทศ คณบดีคณะวนศาส...

คณบดีคณะวนศาสตร์ มก.ชี้อย่าเอาการเมืองเอี่ยวแผนท่องเที่ยวแบบซาฟารี เล็งตั้งโต๊ะแจง 5 ก.ย.นี้

3.09.19 | 16:29 น.

กรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกมาเปิดเผยระหว่างการร่วมงานรำลึก 29 ปี “สืบ นาคะเสถียร” ว่ากรมอุทยานฯ กำลังดำเนินโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าในผืนป่าตะวันตก ตามแผนงานการท่องเที่ยวเชิงนิเวศสัตว์ป่า ในรูปแบบซาฟารี คล้ายในทวีปแอฟริกา ใช้พื้นที่ป่าสงวนฯ บริเวณรอยต่อเขตรักษาพันธุ์ฯห้วยขาแข้งกับอ่างเก็บน้ำทับเสลาทั้งบนบกและผืนน้ำเนื้อที่กว่า 3 หมื่นไร่ ซึ่งส่วนน้ำท่วมถึง เมื่อน้ำลดจะกลายเป็นทุ่งหญ้าและเป็นแหล่งหากินของสัตว์ป่า เช่น ช้าง วัวแดง กระทิง เสือโคร่ง นกยูง และสัตว์กีบทั้งหลาย จึงมีความเหมาะสมจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรูปแบบดังกล่าว ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) และมอบให้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการศึกษาวิจัย หากสามารถดำเนินการคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งภายหลังมีการเผยแพร่ข่าวในโลกโซเชียล ปรากฏว่ามีผู้ที่ไม่เห็นกับแนวคิดดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ป่าห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก ถึงแม้จะดำเนินการพื้นที่รอบนอก แต่ไม่มีใครรับประกันว่าจะไม่กระทบต่อมรดกโลก ที่สำคัญนายสืบ นาคะเสถียร ได้อุทิศตน แต่กลับมาใช้พื้นที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายนิคม แหลมสัก คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) กล่าวว่า วันที่ 5 กันยายน เวลา 9.30 น. มก. จะมีการจัดแถลงข่าวให้ข้อมูลในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ  อย่างไรก็ตามมก. ได้ทำการวิจัยศึกษาเรื่องดังกล่าวมากว่า 1 ปี เป็นการทำงานร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี ) และพื้นที่ที่จะดำเนินแผนงานท่องเที่ยวเชิงนิเวชสัตว์ป่า ในรูปแบบซาฟารี  ก็อยู่นอกพื้นที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า โดยทางกลุ่มผู้วิจัยได้ศึกษาทางเลือกในการดำเนินการไว้ 3-4 แนวทาง ซึ่งอยากให้ฟังรายละเอียด ก่อน ไม่อยากให้นำเรื่องดังกล่าวมาตีเป็นประเด็น เพราะมีเหตุว่า ใครไม่ชอบพรรคการเมืองกลุ่มใด จนทำให้เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีรายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว และชาวบ้าน ที่เดิม มีอาชีพเป็นพรานป่า ก็จะได้เปลี่ยนอาชีพ มาทำงานในเชิงการท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่าอย่างยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยว ลักษณะนี้หลายประเทศทำแล้วประสบความสำเร็จ

“ผมไม่อยากให้มองภาพ เหมือนการท่องเที่ยวดูสัตว์ป่าที่ประเทศแอฟริกาใต้ หรือสวนสัตว์ซาฟารี ที่จังหวัดเชียงใหม่  แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นการท่องเที่ยวเชิงสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน โดยไม่มีการทำลายธรรมชาติ ไม่กระทบพื้นที่คุ้มครอง แต่เป็นการดึงสัตว์ป่า เข้ามามีส่วนร่วมในเชิงอนุรักษ์ ขณะที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับธรรมชาติของสัตว์ป่าอย่างแท้จริง  ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติระดับหนึ่งแล้ว เชิงภูเขา ทะเล  และการท่องเที่ยวลักษณะดังกล่าวจะเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งไม่มีต้นแบบจากประเทศใด แต่เป็นการดำเนินการที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ในประเทศไทย เป็นแบบเฉพาะ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ให้ยั่งยืน แลละเกิดประโยชน์ ”นายนิคมกล่าว

นายนิคม กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามตนอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูรายละเอียดโครงการนี้จากนักวิจัยที่ทำงานโดยตรงก่อน ไม่อยากให้นำมาเป็นประเด็นทางการเมืองทำให้ประเทศเสียโอกาส ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มต้น และจากการลงพื้นที่วิจัย พบว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ ก็เห็นด้วยกับการดำเนินการ เพียง แต่คนในเมืองอาจมีภาพจำจากประเทศอื่น และกังวลว่า จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน