‘ศรีวราห์’ เชิญเจ้าของร้านทอง พร้อมพยานสอบปากคำต่อหน้าสื่อ อัดงานป้องกันฯ หละหลวม สั่งตั้งป้อมตำรวจภายใน 3 วัน พร้อมเชิญฝ่ายปกครองสอบถามเรื่องเงินเยียวยาให้เจ้าของร้าน ล่าสุดตรวจสอบความเสียหายตรงกันที่ 61 ล้านบาทเศษ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 ก.ย. รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลา เกี่ยวกับกรณีคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือ ปล้นห้างทองสุธาดา ในเขตเทศบาลตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เหตุเกิดเมื่อ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางลงพื้นที่ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ คนร้ายปล้น ห้างทองสุธาดา ในเขตเทศบาลตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เหตุเกิดเมื่อ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดยจุดแรกได้ลงพื้นที่ที่ห้างทองที่เกิดเหตุ โดยสอบถามนายสมัคร อนุจร เจ้าของร้าน ถึงเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย ว่าต้องการให้ตำรวจดำเนินการอย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสอบถามเรื่องการเยียวยาเพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยล่าสุดยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้
จากนั้นได้เดินทางไปที่ สภ.นาทวี ประชุมร่วมกับชุดสืบสวนสอบสวน โดยมีพล.ต.ต.ชอบ คิสาลัง รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.ปรีดา เปี่ยมวารี ผบก.ภ.จว.สงขลา รวมถึงตัวแทนฝ่ายทหาร ตชด.และฝ่ายปกครอง โดยได้เชิญนายสมัคร อนุจร เจ้าของห้างทองสุธาดา ผู้เสียหาย และ พยาน จำนวน 3 คน ปิดบังใบหน้า เข้าสอบปากในห้องประชุม ที่มีสื่อมวลชนอยู่ด้วย ทั้งหมดยืนยันไม่เห็นคนร้าย
โดยในที่ประชุมนั้น พล.ต..อ.ศรีวราห์ ได้สอบถาม นายนันต์อินทร์ ศิริรัตน์ ปลัดอำเภอนาทวี ฝ่ายความมั่นคงในเรื่องเงินเยียวยา ที่จะให้ความช่วยเหลือกับผู้เสียหาย ที่มีหลักฐานเป็นบัญชีควบคุมทองและอื่นๆ รวมถึงหลักฐานภาพถ่ายทองรูปพรรณและทรัพย์สินอื่นๆ โดยหากมีหลักฐานครบถ้วน ก็จะเยียวยาให้ตามความเสียหายจริง โดยล่าสุดนั้นการตรวจสอบตัวเลขความเสียหายจากการปล้นในครั้งนี้อยู่ที่ 61 ล้านบาทเศษ
พลตำรวจเอกศรีวราห์ กล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือว่ามีความหละหลวมในเรื่องงานป้องกันและปราบปราม โดยก่อนหน้านี้ประมาณ 2 ปี มีป้อมตำรวจอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ แต่ทางเทศบาลตำบลนาทวีได้รื้อถอนออกไปเพื่อปรับภูมิทัศน์ และไม่ได้มีการก่อสร้างป้อมแห่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งได้สั่งการให้ สภ.นาทวี ดำเนินการตั้งป้อมตำรวจขึ้นมาใหม่ภายใน 3 วัน โดยให้มีการประสานการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่
ต่อมาเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน รอง ผบ.ตร.พร้อมพนักงานสอบสวน ได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดนาทวี เพื่อยื่นคำร้องขออนุมัติออกหมายจับ และศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 6 คน ได้แก่
1. นายแวอูเซ็ง ดือราเฮ็ง อายุ 33 ปี หมายเลขประจำตัวประชาชน 1-9403-00088-06-0 ไทย – ไทย อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 1 ต. ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ตามหมายจับเลขที่ 325 /2562 ลงวันที่ 3 ก.ย. 2562
2. นายไซฟูดดิน หะยีปูเต๊ะ อายุ 31 ปี หมายเลขประจำตัวประชาชน 5-9402-00023-97-0 ไทย – ไทย อยู่บ้านเลขที่ 60/2 หมู่ที่ 1 ต.ป่าบอน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ตามหมายจับเลขที่ 326 /2562 ลงวันที่ 3 ก.ย. 2562
3. นายรอซารี หลำโสะ อายุ 29 ปี หมายเลขประจำตัวประชาชน 1-9006-00076-77-6 ไทย – ไทย อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 5 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ตามหมายจับเลขที่ 327 /2562 ลงวันที่ 3 ก.ย. 2562
4. นายซอบรี หลำโสะ อายุ 29 ปี หมายเลขประจำตัวประชาชน 1-9006-00076-78-4 ไทย – ไทย อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 5 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ตามหมายจับเลขที่ 328 /2562 ลงวันที่ 3 ก.ย. 2562
5. ขอปิดนาม ตามหมายจับเลขที่ 329 /2562 ลงวันที่ 3 ก.ย. 2562
6. ขอปิดนาม ตามหมายจับเลขที่ 330 /2562 ลงวันที่ 3 ก.ย. 2562
ในความผิดฐาน ร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน, ร่วมกันก่อการร้ายโดยการสะสมกำลังพล อาวุธ ทรัพย์สินเพื่อการก่อการร้าย หรือสมคบกันก่อการร้าย, ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร , ปล้นทรัพย์และพยายามปล้นทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือให้พ้นการจับกุม ,ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือให้พ้นการจับกุม และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ , ร่วมกันมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตให้พกพาติดตัว ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชน
สำหรับ นายแวอูเซ็ง ดือราเฮ็ง มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย, นายไซฟูดดิน หะยีปูเต๊ะ มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 4 หมาย, นายรอซาลี หลำโสะ มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 6 หมาย, นายซอบรี หลำโสะ หมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 4 หมายในส่วนผู้ต้องหาตามหมายจับนั้นเป็นกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบ


