ทส.แจง แนวคิดซาฟารีห้วยขาแข้ง ใช้พื้นที่ชุมชน ต้นแบบการพัฒนาท่องเที่ยวสัตว์ป่า ต้องศึกษารอบคอบ

3.09.19 | 18:37 น.

ทส. แจง แนวคิดซาฟารีห้วยขาแข้ง ใช้พื้นที่ชุมชน ชี้ เป็นต้นแบบการพัฒนาท่องเที่ยวสัตว์ป่า

กรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่มีข่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ เตรียมทำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์สัตว์ป่าในรูปแบบซาฟารี ลักษณะคล้ายในทวีปแอฟริกาในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ารอยต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า(ขสป.)ห้วยขาแข้ง อ่างเก็บน้ำทับเสลา และเมื่อข่าวดังกล่าวนำเสนออกไป จึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ข้อกังวลต่างๆว่าหากมีการดำเนินการจริง อาจส่งผลกระทบกับสัตว์ป่าและสถานภาพการเป็นพื้นที่มรดกโลกของขสป.ห้วยขาแข้ง หรือไม่นั้น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า พื้นที่มรดกโลกห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร ตั้งอยู่ใจกลางผืนป่าตะวันตกของประเทศไทย ประกอบด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 3 แห่งได้แก่ ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตก รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 6,427 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์และมีเสือโคร่งประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนเสือโคร่งทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนสัตว์ป่านานาชนิด แต่เนื่องจากมีภัยคุกคามที่สำคัญต่อสัตว์ป่าต่อการดำรงอยู่ของสัตว์ป่าในพื้นที่มรดกโลก โดยเฉพาะเสือโคร่งนั้น ได้แก่ 1.ถิ่นที่อยู่ถูกทำลายเนื่องจากความเสื่อมโทรมและการถูกตัดแบ่งพื้นที่ป่าออกจากกัน 2.การล่าสัตว์ป่าที่เป็นอาหารของเสือโคร่ง 3.การล่าเสือโคร่งเพื่อสนองการค้าผิดกฎหมาย จึงเป็นที่มาของโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าในผืนป่าตะวันตก (Strengthening Capacity and Incentives for Wildlife Conservation in the Western Forest Complex)” ซึ่งมีการดำเนินการพัฒนาต้นแบบการท่องเที่ยวสัตว์ป่า เพื่อการอนุรักษ์บริเวณเขตกันชน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งรวมอยู่ด้วย

นายสมโภชน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านที่เป็นชุมชนดั้งเดิม ชุมชนเกษตรสวนป่าผสมผสาน ซึ่งอาศัยอยู่ภายในตะวันออกและตะวันตก และชุมชนที่ตั้งอยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรของพื้นที่กันชนรอบๆพื้นที่มรดกโลก ซึ่งมีชุมชนดังกล่าวกว่า 29 หมู่บ้าน ที่พึ่งพิงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากป่าในการดำรงชีวิตสภาวะปัจจัยตามบริบทเหล่านี้ ส่งผลให้มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการปรับปรุงประสิทธิผลของการบริหารจัดการสัตว์ป่าและถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่า สร้างกลไกทางการเงินที่ยั่งยืนสำหรับพื้นที่มรดกโลกห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร รวมทั้งสนับสนุนการนำร่องกิจกรรมสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สมดุลกับวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น

Advertisement

“ดังนั้น สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ จัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติทุนสนับสนุน เป็นจำนวน 7.33 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อดำเนินการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการจัดการปกป้องพื้นที่มรดกโลกห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร และกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกมีมติอนุมัติงบประมาณสนับสนุนโครงการดังกล่าวในปี 2558 และในปีเดียวกันเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2558 ครม.ในขณะนั้นก็ได้เห็นชอบในโครงการดังกล่าวด้วย” นายสมโภชน์ กล่าว

โฆษกกรมอุทยานฯ ระบุอีกว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการสำหรับแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง และกระตุ้นให้ชุมชนท้องถิ่นช่วยกันดูแลรักษา โดยแบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ คือ 1.เสริมสร้างความเข้มแข็งในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าและคุ้มครองสัตว์ป่า ประกอบด้วย การสร้างขีดความสามารถและประสิทธิภาพของระบบลาดตระเวน การปรับปรุงถิ่นอาศัยสัตว์ป่าการติดตามสำรวจประชากรสัตว์ป่าโดยเฉพาะเสือโคร่งอินโดจีน เป็นต้น

2.สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมกลไกการเงินที่ยั่งยืนเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่มรดกโลก ประกอบด้วย การพัฒนาอาชีพทางเลือกของชุมชนที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า การท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการสร้างต้นแบบระดมทุนและจัดการกองทุนเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า

3.สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและมรดกโลก พร้อมทั้งเสริมสร้างความรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับคุณค่าของทรัพยากรสัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ซึ่งมีความสำคัญระดับโลก ทั้งนี้มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างปีพ.ศ. 2558-2563 และมีพื้นที่โครงการอยู่ในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ซึ่งได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก

ธัญญา เนติธรรมกุล

โฆษกกรมอุทยานฯ กล่าวอีกว่า ด้านการพัฒนาต้นแบบการท่องเที่ยวสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์บริเวณเขตกันชน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อยู่ภายใต้โครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าในผืนป่าตะวันตก ซึ่งหลายฝ่ายกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ใช้พื้นที่ป่าชุมชนบ้านบึงเจริญ ป่าชุมชนบ้านห้วยเปล้า พื้นที่ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.) ชุมชนบ้านห้วยเปล้า สันเขื่อนทับเสลา มีหน่วยงานสำรวจและดำเนินงานด้านวิชาการ คือ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยศึกษาการจัดการถิ่นที่อยู่อาศัย การออกแบบและพัฒนาพื้นที่ การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยว การพัฒนาและเตรียมความพร้อมด้านชุมชน

“ขณะที่วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวสัตว์ป่าที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการจัดการพื้นที่มรดกโลกห้วยขาแข้งอย่างยั่งยืน เป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ที่อยู่รอบพื้นที่คุ้มครอง มีเป้าหมายที่จะสร้างการท่องเที่ยวทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเรียนรู้ระบบนิเวศและทรัพยากรสัตว์ป่า ให้เกิดจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ สนับสนุนนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ และยังเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน” นายสมโภชน์ ระบุ

นายสมโภชน์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวมีคณะกรรมการบริหารโครงการ ซึ่งมีอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯเป็นประธาน มีการประชุมศึกษาความก้าวหน้าตามวาระอย่างน้อยปีละสองครั้ง การรายงานความก้าวหน้าต่อยูเอ็นดีพี การจัดทำรายงานประจำปี ส่งกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก กรมอุทยานแห่งชาติ ยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์ป่า และได้ดำเนินการอย่างมีแบบแผน ตามหลักวิชาการ โดยคำนึงถึงความเป็นมรดกโลกในพื้นที่ด้วย และยังอยู่ในขั้นศึกษาด้านต่างๆโดยคณะวนศาสตร์ มก. และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งที่สนับสนุนและคัดค้าน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวยังมีอีกหลายขั้นตอน และกรมอุทยานแห่งชาติฯจะดำเนินการบนพื้นฐานของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการยั่งยืนของประชาชนอีกด้วย

ด้านนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยาแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงในประเด็นดังกล่าวว่า กรณีดังกล่าวกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังไม่ได้รับการรายงานผลการศึกษาดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งทราบว่ายังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาโครงการฯ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นเพียงการเสนอรูปแบบเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการบริหารจัดการสัตว์ป่า ในรูปแบบท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีเป้าหมายในการบริหารจัดการสัตว์ป่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ในขณะเดียวกันก็ให้ชุมชนในพื้นที่ได้มีรายได้ และดูแลอนุรักษ์สัตว์ป่าควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม หากจะดำเนินโครงการฯ ดังกล่าวต่อไป ก็จำเป็นจะต้องมีการพูดคุยหารือกันทุกภาคส่วน ถึงข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้รอบด้านเสียก่อน โดยในขณะนี้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่มีนโยบายจะดำเนินการในรูปแบบของซาฟารี ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แต่ประการใด

อรรถพล เจริญชันษา

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ทางคณะวนศาสตร์และนักวิจัยได้มานำเสนอแนวคิดของโครงการ ให้กรมป่าไม้ได้รับทราบแล้วเมื่อ ต้นปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าพื้นที่ดำเนินโครงการอยู่ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านบึงเจริญเนื้อที่ 4,700 ไร่ พื้นที่เตรียมจัดตั้งป่าชุมชนบ้านห้วยเปล้า 2,812 ไร่ และพื้นที่แหล่งน้ำที่เป็นเขื่อนทับเสลาจำนวน 6,406 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างกรมชลประทานขอต่ออายุการใช้ประโยชน์ที่ดินกับกรมป่าไม้ รวมทั้งมีประชาชนอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่โครงการบางส่วนและทราบว่ามีกลุ่มประชาชนบางกลุ่มที่ยังไม่เห็นด้วย ตนจึงยังมิได้ตัดสินใจสำหรับการดำเนินโครงการนี้ นอกจากนี้ ได้ให้คณะนักวิจัยไปจัดทำขอบเขตพื้นที่ให้ชัดเจน พร้อมทั้งศึกษารายละเอียดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่และสร้างการรับรู้ความเข้าใจ ร่วมกันของทุกหน่วยงานถึงผลประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับและการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกกิจกรรม ทั้งนี้ ควรมีแผนงานที่ชัดเจนครบวงจร ระบุหน่วยงานรับผิดชอบ แหล่งที่มาของงบประมาณ การบริหารจัดการการดำเนินงานโครงการที่สามารถดูแลโครงการได้ด้วยตนเองได้ อีกทั้ง กรมป่าไม้เห็นควรให้ตั้งคณะทำงานร่วมกันกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พิจารณาโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และหน่วยงานในพื้นที่ ต่อไป

โสภณ ทองดี

นายโสภณ ทองดี โฆษกประจำทส.กล่าวว่า การดำเนินการจะต้องยึดแนวนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรี ทส. เป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เนื่องจาก เป็นพื้นที่มรดกโลกที่ความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศป่าไม้ และจะต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรอบ เป็นที่ยอมรับของสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย