รวบแม่เล้าไทยลวงสาวค้ากามอิตาลี อ้างไปทำงานแม่บ้าน-เด็กเสิร์ฟ ก่อนบินหนีหมายจับ 10 ปี

6.09.19 | 11:54 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 กันยายน ที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1(บก.ตม.1) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อม พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รอง ผบช.ภ.7 ปฏิบัติราชการ สตม.,พ.ต.อ.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบก.ตม.1,พ.ต.อ.เจนกมล คำนวล รอง ผบก.ตม.1 และพ.ต.อ.อาทิตย์ ซึมดอน ผกก.ตม.จ.สุรินทร์


แถลงจับกุมนางกุหลาบ หรือรำพึง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 41/2559 ลงวันที่ 19 มกราคม 2558 ในข้อหา “ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น, เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และสมคบกับตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิง”

พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อปี 2548 ต่อเนื่องปี 2549 นางกุหลาบ ได้ล่อลวงหญิงสาวชาวไทยให้ไปทำงานค้าประเวณีที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยหลอกลวงว่าจะให้ไปทำงานเป็นแม่บ้าน หรือพนักงานขายอาหาร ต่อมานางกุหลาบ ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานค้ามนุษย์ดังกล่าว และเมื่อปี 2552 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกนางกุหลาบ แต่ภายหลังนางกุหลาบ ได้หลบหนีออกไปนอกประเทศ ซึ่งศาลอาญาได้ออกหมายจับไว้

ด้านพ.ต.อ.อาทิพย์ ซึมดอน ผกก.ตม.จว.สุรินทร์ กล่าวว่า จากการสืบสวนของตำรวจ ตม.จ.สุรินทร์ พบเบาะแสนางกุหลาบ ทราบว่าได้โดยสารเครื่องบินจากต่างประเทศเข้าไปยังประเทศกัมพูชา และจะเดินทางผ่านเข้ามายังประเทศไทยผ่านจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ จึงได้ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 และตำรวจสถานีตำรวจภูธรกาบเชิง จัดกำลังเข้าสืบสวนติดตามเฝ้าระวังในจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จนสามารถจับกุมตัวนางกุหลาบ ได้บริเวณช่องตรวจหนังสือเดินทางขาเข้า จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยระบบไบโอเมตริกซ์ จึงคุมตัวนำส่งศาลอาญาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Advertisement

ทั้งนี้ สำหรับการจับกุมดังกล่าว พล.ต.ต.สุรพงษ์ กล่าวว่า ระบบไบโอเมตริกซ์ที่มี สตม.เป็นผู้รับมอบพัสดุภัณฑ์ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มาติดตั้งและทดลองใช้งานจริงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยไบโอเมตริกซ์เป็นระบบใหม่ที่สามารถตรวจพบบุคคลตามหมายจับได้แม่นยำ แม้จะเปลี่ยนหนังสือเดินทาง หรือเปลี่ยนชื่อนามสกุลเพื่อหลบหนีการจับกุม ซึ่งจากการใช้งานจริงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไม่พบผู้ใช้พาสปอร์ตปลอมอีก จากเดิมที่จะมีเดือนละหลักสิบราย ขณะที่สนามบินดอนเมืองยังพอมีบ้างประปรายเดือนละ 5 รายอย่างน้อย ที่สำคัญพบว่ามีการจับกุมกลุ่มผู้มีแบล๊กลิสต์ วอชลิสต์ และโอเวอร์สเตย์ ในจำนวนที่ลดน้อยลง ซึ่งเดิม ค่าปรับฐานโอเวอร์สเตย์สูงถึง 20 ล้านบาท ลดลงเหลือ 17-18 ล้านบาท