เครือข่ายผู้หญิงฯ จี้ ผู้บริหาร พม.รับผิดชอบ พ.ร.บ.ครอบครัว ชี้สร้างความสับสน ควรแก้ไข
เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่โรงแรมเอบีน่าเฮ้าส์ หลักสี่ กรุงเทพฯ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ มูลนิธิผู้หญิง มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และภาคเครือข่าย จัดเสวนา “บทเรียน พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 เดินหน้าสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร” ตามที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ถูกคณะรัฐมนตรีออก พ.ร.ก.เพื่อชะลอการบังคับใช้ โดยอ้างว่าบุคลากรไม่มีความพร้อมและเสี่ยงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งเรื่องนี้กำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ฝ่ายค้านก็เตรียมเสนอศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น
นางสาวฐาณิชชา ลิมพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาคุ้มครองสถาบันครอบครัว เป็นการนำ 2 เรื่องมารวมกันคือ เรื่องการคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว และเรื่องส่งเสริมสถาบันครอบครัว ต่างจากของเดิม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ที่มีแค่เรื่องการคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งพอนำ 2 เรื่องนี้มารวมกัน ทำให้เป็นกฎหมายที่สับสน ไม่ชัดเจนสักทาง และยังไม่เข้าถึงหัวใจของปัญหา อย่างเรื่องการส่งเสริมสถาบันครอบครัว ที่ควรต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลครอบครัวระดับประเทศ เช่น ข้อมูลจัดทะเบียนสมรส ข้อมูลจดทะเบียนหย่ามีเท่าไหร่ การมีมาตรการช่วยเหลือครอบครัวที่ลูกเกิดมาพิการ เป็นแม่วัยรุ่น ตลอดจนส่งเสริมการทำวิจัยด้านครอบครัว เหล่านี้ควรมีแต่ไม่มี ฉะนั้นถือเป็นกฎหมายที่เขียนตามสภาพปัญหา แต่ไม่ได้นำหน้าเพื่อจะแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม มองว่า พมจ.มีบุคคลกรจำกัด นักวิชาชีพอื่นๆไม่มี รวมทั้งคุณภาพ ทักษะในการทำงาน ซึ่งไม่มั่นใจว่ามาตรฐาน พมจ.เป็นมาตรฐานเดียวเหมือนกันหมดในแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดซึ่งมีประจำทุกจังหวัด ขณะเดียวกันก็ไม่มีการเขียนกฎหมายให้ชัดเจนหากถูกกระทำซ้ำ ว่ามีมาตรการอย่างไร ซึ่งต้องเขียนให้ชัดขีดเส้นไปเลยว่าถ้าถูกกระทำซ้ำจะไม่มีการไกล่เกลี่ยเกิดขึ้น
ส่วน นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร กล่าวว่า สิ่งที่เครือข่ายผู้หญิงพยายามเรียกร้องมาตลอด คือสร้างความเข้าใจใหม่ว่า บทบาทสามีภรรยาสามารถยุติลงได้ หากไปต่อไม่ไหว เช่น ภรรยาถูกสามีทำร้ายร่างกาย แต่บทบาทพ่อแม่เป็นหน้าที่ต้องทำจนหมดลมหายใจ แม้จะแยกย้ายกันอยู่ เพื่อจะทำให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้หญิงไม่ต้องทุกข์ทนถูกสามีทำร้าย จากมายาคติที่ว่าทนเพื่อลูก ครอบครัวประกอบด้วยพ่อแม่ลูก
แต่เหมือนว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาคุ้มครองสถาบันครอบครัว พยายามถอยหลังทางความคิดกลับไปเหมือนเดิม คือรักษาสถาบันครอบครัวที่แตกร้าวด้วยการไกล่เกลี่ย ทั้งที่ควรถามผู้ถูกกระทำว่าต้องการอะไร ต้องคุ้มครองผู้ถูกกระทำเป็นหลัก ฉะนั้นคิดว่าควรมีการแก้ไขกฎหมาย
“กฎหมายนี้ออกด้วยความเร่งรีบโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อรัฐบาลที่แล้ว ได้สะท้อนถึงร่อยรอยความคิดย้อนหลังไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทั้งที่ได้ผ่านการแก้ไขมาแล้ว เช่นเดียวกับประมวลกฎหมายอาญาที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ได้แก้นิยามข่มขื่น กรณีสามีกระทำต่อภรรยาสามารถยอมความได้ หากเจรจาไกล่เกลี่ยที่อยู่ร่วมกันต่อไป ทั้งที่ได้เคยแก้ไขว่าผู้ใดจะข่มขื่นผู้อื่นไม่ได้ ซึ่งหมายรวมถึงสามีกับภรรยา” นางนัยนากล่าว
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายกล่าวไกล กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานช่วยเหลือผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรง พบว่าเกือบทั้งหมดขอแยกตัวออกมาจากผู้กระทำ ฉะนั้นเสนอว่าควรแยกเรื่องการคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ออกจากส่งเสริมสถาบันครอบครัว ให้เป็นกฎหมายคนละฉบับเลย เพราะหากเอามารวมอย่างนี้ และเป็นกฎหมายที่เน้นไกล่เกลี่ย ตำรวจที่รับแจ้งก็จะไกล่เกลี่ยอย่างเดียวเวลามีเหตุเข้ามา เพราะต้องการรักษาความเป็นครอบครัว แต่หากแยกชัดเจนเลย ในส่วนความรุนแรงตำรวจก็จะเน้นดำเนินคดีเป็นหลัก ทำให้เกิดการคุ้มครอง เยียวยา และปรับพฤติกรรม
ต้องบอกว่าผู้ชายเปลี่ยนได้ เพียงต้องอาศัยกลไกการมีส่วนร่วม การฝึกอบรม ที่ต้องทำงานและติดตามอย่างต่อเนื่อง
“ต้องยอมรับว่านี้คือผลของความดันทุรัง แม้จะเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม แต่ก็ทำเพียงพิธีกรรม สุดท้ายก็ไม่รับฟัง ฉะนั้นอยากให้ผู้บริหารกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ที่ผลักดันกฎหมายดังกล่าว ออกมารับผิดชอบ ขณะเดียวกันจากนี้เครือข่ายผู้หญิงจะจับตาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ว่า พม. จะจัดการเรื่องนี้ไปในทิศทางไหน และเร็วๆนี้เครือข่ายจะขอเข้าพบ รมว.พม. เพื่อหารือในเรื่องนี้เป็นการด่วน” นายจะเด็จกล่าว


