ตร.โวประกาศคสช.ลดปัญหาเด็กแว้นถึงร้อยละ 80 พม.เตือนพ่อแม่ปล่อยลูกไปแว้นผิด กม.
เด็กแว้น – เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่เดอะฮอล์บางกอก เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม และภาคีเครือข่าย สนับสนุนโดยกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ ชูแนวคิด “เปลี่ยนแว้นเป็นว้าว”
นายอนุกูล ปีดแก้ว รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน รักษาการอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ปัญหาเด็กแว้นส่วนใหญ่เกิดจากความคึกคะนอง สร้างการยอมรับในทางที่ผิด มีผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วสร้างความรำคาญให้กับประชาชน
ทั้งนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่หากยินยอมหรือปล่อยปะละเลยให้มีการกระทำการดังกล่าว จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับไม่เกิน 30,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการทำทัณฑ์บนวางเงินประกัน กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด การติดตามเพื่อป้องกันการทำผิดซ้ำ ซึ่งจะทำให้ชีวิตไม่เหมือนเดิมแน่นอน จึงอยากบอกถึงพ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจข้อกฎหมายตรงนี้ด้วย
ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย คณะทำงานป้องกันและปราบปรามการแข่งรถ กล่าวว่า นับเป็นความห่วงใยของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กำชับให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับปัญหาเด็กแว้น ซึ่งหากมีการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่จะต้องมีบทลงโทษ ทำให้ปัญหาของเด็กแว้นลดลงจากเดิมถึง 70-80% ปัจจุบันมีผู้ปกครองที่ถูกดำเนินคดีแล้ว 13 ราย และ สตช.ได้กำหนดเงินรางวัล 3,000 บาทสำหรับผู้แจ้งเบาะแสเด็กแว้นทางทางสายด่วน 1599 ,191
ด้าน นางสุภาภรณ์ ชมชัย ผู้อำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงาน คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่22/2558 กล่าวว่า ผลของการดำเนินงานโดยภาพรวมตั้งแต่มีคำสั่งฉบับนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถดำเนินการกับผู้ที่ยังไม่ได้มีการแข่งรถได้ เพียงมีพฤติการณ์ที่ร่วมกลุ่มหรือมั่วสุมนำไปสู่การแข่งรถ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายจราจรทางบก ก็ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าระงับ ยับยั้ง เพื่อป้องกันมิให้มีการแข่งรถ เช่น ว่ากล่าวตักเตือน ปรับพฤติกรรมเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพเชิงบวกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สถานศึกษา กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กองทัพบก เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา รวมถึงนำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ต้องสงสัยว่าจะใช้ในการแข่งรถ มาเก็บรักษาไว้ชั่วคราวจนกว่าจะปรับพฤติการณ์ ซึ่งเดิมกฎหมายปกติไม่สามารถทำได้
“ที่ผ่านมาการทำงานของแต่ละหน่วยงาน จะทำแบบต่างคนต่างทำ แต่เมื่อมีคำสั่ง คสช.ออกมา ทำให้มีการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น พม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีบูรณาการการทำงานอย่างมีระบบ และเพื่อให้การทำงานแบบบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีกฎหมายกลางในการบริหารหรือการบูรณาการการดำเนินการในเรื่องจัดระเบียบสังคม” นางสุภาภรณ์ กล่าว

