เมื่อวันที่ 12 กันยายน ร.ต.อ.กิตติพงษ์ บุญเศรษฐ รอง สว.(สอบสวน) สน.เพชรเกษม รับแจ้งเหตุมีผู้ฆ่ากันตายที่บ้านพักหลังหนึ่งในย่านบางแค จึงไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.วุฒิชัย ไทยวัฒน์ ผกก.สน.เพชรเกษม, พ.ต.ท.สุนทร มาลาเวช รอง ผกก.สส.สน.เพชรเกษม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช รพ.ศิริราช และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ สูง 2 ชั้นบนถนนเพชรเกษม แขวงหลักสอง เขตบางแค ตรวจสอบบริเวณห้องโถงชั้นล่างมีร่องรอยการต่อสู้จนข้าวของกระจัดกระจาย พบศพนางวาสนา จันตะ อายุ 50 ปี เป็นเจ้าของบ้าน สวมเสื้อแขนสั้นสีขาว นุ่งกางเกงขายาวสีดำ สวมถุงเท้าลายการ์ตูนสีขาวแดง มีบาดแผลถูกทุบตีด้วยของแข็งทั่วร่างกาย ยังมีบาดแผลถูกแทงและฟันด้วยมีด ใกล้ศพพบแผงพับสำหรับขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเปื้อนเลือดของผู้ตายตกอยู่ และยังมีสากกะเบือหักกับมีดพับเปื้อนเลือดตกอยู่ 1 เล่ม เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
สอบสวนนางสุทธิมา จันตะ อายุ 46 ปี น้องสาวผู้ตายให้การว่า ปัจจุบันบ้านหลังนี้พี่สาวตนพักอยู่กับนายสมบูรณ์ ทูลธรรมวรกุณ อายุ 54 ปี สามี แต่ก่อนตนก็เคยอยู่บ้านหลังนี้กับพี่สาวและพี่เขยมานานนับสิบปี กระทั่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้วเพิ่งย้ายออกไป ปกติผู้ตายกับสามีมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ผ่านมาทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะกันบ่อยครั้ง ประกอบกับไม่มีบุตรด้วยกัน ทำให้ทั้งสองอยู่กันแบบเลิกรา แต่ไม่ได้หย่าร้าง โดยได้แบ่งสมบัติกันทั้งบ้าน รถยนต์ และทรัพย์สินต่างๆ ที่นำไปฝากไว้ในตู้เซฟธนาคาร แต่ตอนแรกทรัพย์สินในตู้เซฟนั้นพี่เขยได้ยกให้พี่สาวตนทั้งหมด แต่แล้วพี่เขยขอทวงทรัพย์สินบางส่วนในตู้เซฟคืน ก่อนจะทะเลาะรุนแรงจนมีญาติฝ่ายพี่เขยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งยังขู่จะทำร้ายร่างกายพี่สาวตน หรือแม้แต่จะฆ่าเสีย ต่อมาได้แจ้งความดำเนินคดีกัน ทำให้ตนย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เพราะไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับเรื่องครอบครัว
นางสุทธิมา กล่าวต่อก่อนที่ตนจะย้ายออก ก็ได้ฝากเพื่อนบ้านและ รปภ.เอาไว้ว่า หากพี่เขยกับพี่สาวตนทะเลาะที่บ้านขึ้นอีกก็ขอให้โทรศัพท์ไปบอกด้วย เพราะเกรงว่า นางวาสนา พี่สาวจะได้รับอันตราย จนกระทั่งบ่ายวันนี้จึงทราบเรื่อง ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุตนยังพบนายทรงธรรม ทูลธรรมวรกุณ อายุ 63 ปี พี่ชายนายสมบูรณ์ สามีของนางวาสนา ได้ขับรถยนต์มาที่บ้านแล้วได้ยินเสียงนางวาสนา ทะเลาะกับนายทรงธรรมดังลั่น ก่อนที่นางวาสนา จะส่งเสียงหวีดร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย ต่อมานายทรงธรรม ก็ขับรถยนต์ออกจากบ้านไปด้วยความเร่งรีบ จนมีผู้เข้าไปพบว่า นางวาสนาถูกฆ่าตายไปแล้ว
ต่อมานายทรงธรรม ผู้ก่อเหตุได้เดินทางไปที่ สน.เพชรเกษม เพื่อมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมให้การว่า ตนเป็นผู้ก่อเหตุฆ่าน้องสะใภ้จริง ซึ่งก่อนหน้านี้ตนมีทรัพย์สินเป็นนาฬิกา ทองรูปพรรณ และเครื่องเพชรที่สะสมมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ต่อมาทราบว่า นายสมบูรณ์น้องชายตนซึ่งเป็นสามีผู้ตาย มีตู้เซฟอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง ตนจึงนำทรัพย์สินของตนมาฝากไว้ในตู้เซฟของน้องชาย กระทั่งมารู้ภายหลังว่าน้องชายกับนางวาสนา เลิกรากันแต่กลับมอบกรรมสิทธิ์ตู้เซฟและทรัพย์สินทั้งหมดในตู้เซฟให้เป็นของฝ่ายภรรยา
นายทรงธรรม ให้การต่อว่าพยายามทวงทรัพย์สินที่เคยฝากไว้คืนจากนางวาสนา ตั้งแต่ช่วงปี 2560 แต่กลับถูกนางวาสนา บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.เพชรเกษม เรื่องการยักยอกทรัพย์ และยังเป็นคดีความกันมาถึงปัจจุบัน จนวันนี้เข้าไปทวงทรัพย์สินที่บ้านอีกและเห็นนางวาสนา นำนาฬิกาโรเล็กซ์ ซึ่งเป็นของตนมาใส่ทำให้ทะเลาะกันและต่างฝ่ายต่างทำร้ายกัน โดยตนนั้นถูกนางวาสนาใช้แผงขายสลากกินแบ่งและสากกระเบือตี ประกอบกับนางวาสนาพยายามหยิบมีดทำครัวพุ่งเข้าหาตน จึงพลั้งมือชักมีดพับที่ติดตัวไว้จากกระเป๋ากางเกงด้านหลังแทง นางวาสนาตามร่างกายไปหลายจุด ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ
ด้าน พ.ต.อ.วุฒิชัยกล่าวว่า จากการสอบปากคำเบื้องต้นเตรียมแจ้งข้อหา “ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

