วิกฤตสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี ที่เกิดขึ้นนับว่าหนักหนาสาหัสกว่าทุกปี หลังเริ่มมีฝนตกมาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม รับน้ำจากพายุ โพดุล และรวมถึงพายุ คาจิกิ ทำให้มีน้ำจากจังหวัดข้างเคียง และภายในจังหวัดสะสมเป็นปริมาณมาก เอ่อล้นท่วมเป็นบริเวณกว้างมาตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบัน
โดยเฉพาะตัวเมืองอุบลฯ ถึงแม้ว่า ขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมได้ แต่ในเมื่อยังอยู่ในช่วงฤดูฝน จึงมีโอกาสเกิดพายุได้อีก จำเป็นที่จะต้องเร่งระบายน้ำที่มีอยู่ออกโดยเร็ว รวมทั้งต้องวางแผนรับมือกับน้ำที่อาจจะมาเติมอีก
สำหรับที่ตั้งของตัวเมืองอุบลราชธานี จัดเป็นพื้นที่รับน้ำของลุ่มน้ำมูล บนพื้นที่กว่า 69,701 ตร.กม. แต่ปัจจุบันมีสภาพเป็น คอขวด เนื่องจากพื้นที่ริมน้ำกลายเป็นอาคาร บ้านเรือน สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ได้ไปปิดขวางทางน้ำ
จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำระบุว่า เนื่องจากผลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พายุกระจุกตัวและมีเส้นทางพายุหรือแนวฝนเฉพาะเขตอีสานตอนบน เมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกันทำให้การระบายน้ำตามธรรมชาติไม่สามารถรับได้ สภาพภูมิประเทศที่มีข้อจำกัด ระบบระบายน้ำทั้งธรรมชาติและที่สร้างขึ้นไม่เพียงพอ การพัฒนาผังเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของเมือง การบริหารจัดการน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ ทั้งระบบเตือนภัย การเตรียมการ สั่งการและการบูรณาการหน่วยงานในภาวะวิกฤต
ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมตัวเมืองอุบลฯ ในขณะนี้มี 3 ปัจจัย คือ 1.ปริมาณฝนตกที่มากในห้วงเวลาฝนตกระยะสั้นแต่กระจุกกันแค่สัปดาห์เดียว และตกหนักในพื้นที่ลุ่มต่ำ ปริมาณฝนแค่สัปดาห์เดียวดังกล่าวเทียบเท่ากับปริมาณฝนกว่าครึ่งหนึ่งของฝนที่ตกทั้งปีก่อนหน้านี้ 2.น้ำเหนือที่หลากท่วมตัวเมืองอุบลราชธานีมาจากลำน้ำชี โดยน้ำที่ไหลมาตามลำน้ำชี เป็นมวลน้ำที่มาจาก อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นน้ำหลากทุ่ง และยังมีมวลน้ำหลากทุ่งจาก จ.มหาสารคาม และจาก จ.ร้อยเอ็ด รวมทั้งน้ำที่ระบายมาจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ และมวลน้ำหลากทุ่งจากลำน้ำในพื้นที่ จ.ยโสธร เมื่อมวลน้ำเหล่านี้ไหลมารวมกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขื่อนพนมไพร และเขื่อนธาตุน้อย (เขื่อนในแม่น้ำชี) อยู่ในสภาพน้ำล้นเขื่อน จึงไม่สามารถควบคุมระดับน้ำได้
เมื่อกล่าวถึงน้ำที่ไหลมาจากลำน้ำมูลเป็นมวลน้ำที่เกิดขึ้นในแถบลุ่มน้ำมูลตอนกลางช่วงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ส่วนในลุ่มน้ำมูลตอนบนในแถบ จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ยังไม่มีน้ำ ถือว่ายังโชคดีมากที่ไม่มีน้ำมาสมทบ ซึ่งมวลน้ำที่มีในแถบ จ.ศรีสะเกษ ดังกล่าว เป็นมวลน้ำที่มาจากน้ำหลากทุ่งในพื้นที่ อ.สุวรรณภูมิ และ อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด ไหลเข้าสมทบกับแม่น้ำมูล และแม่น้ำเสียว ขณะที่มวลน้ำส่วนหนึ่งของ จ.มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ได้ไหลลงสู่แม่น้ำเสียว จากนั้นมวลน้ำเหล่านี้ไหลรวมกับน้ำมูล ในพื้นที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ แต่ขณะนี้มวลน้ำเหล่านี้มีเขื่อนราษีไศลทำการชะลอน้ำไว้ได้ ส่วนมวลน้ำท้ายเขื่อนราษีไศล ไปถึง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีเขื่อนหัวนาขวางอยู่นั้น ขณะนี้เขื่อนหัวนาอยู่ในสภาพน้ำเกินระดับควบคุมมากกว่า 5 เมตร และในพื้นที่เขื่อนหัวนา ยังมีมวลน้ำหลากทุ่งที่ไหลมาจาก อ.ค้อวัง จ.ยโสธร กับ อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ
นอกจากนี้ ยังมีมวลน้ำจากห้วยขะยุง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี มาสมทบน้ำหน้าเขื่อนหัวนาอีก ดังนั้นมวลน้ำจากแม่น้ำชี ที่ไหลมารวมกับมวลน้ำแม่น้ำมูลในพื้นที่ อ.วารินชำราบ จึงเกิดการท่วมอย่างรุนแรง
สำหรับปัจจัยที่ 3 ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ของอุบลฯในรอบ 17 ปี เนื่องจากน้ำด้านท้ายตัวเมืองอุบลราชธานี มาจาก อ.ดอนมดแดง และ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี และมาจากลำโดมใหญ่ มวลน้ำเหล่านี้ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่หลายอำเภอของ จ.อุบลราชธานี ประกอบด้วย อ.พิบูลมังสาหาร อ.ตระการพืชผล อ.ดอนมดแดง และ อ.นาเยีย ที่ระบายลงไหลเข้าสู่แม่น้ำมูล ทำให้น้ำมีระดับสูง และไปดันกับน้ำที่ระบายมาจากด้านบน
จากข้อมูลสถานการณ์แม่น้ำมูลเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา พบว่าระดับน้ำที่สถานีวัดระดับน้ำแม่น้ำมูล M7 เวลา 07.00 น. อยู่ที่ 115.88 ม.รทก.สูงกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2545 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน (115.77 ม.รทก.) ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนได้รับความเดือดร้อน ต้องอพยพกว่า 2 หมื่นคน ที่ต้องออกมาอยู่ยังศูนย์พักพิงและรอการช่วยเหลือ ทั้งน้ำ อาหาร เครื่องยังชีพต่างๆ
นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยทั้ง 25 อำเภอ 174 ตำบล 1,362 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 159,6922 ครัวเรือน อพยพ 19,833 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 414 หลัง บางส่วน 2,910 หลัง ปศุสัตว์ 14,657 ตัว สัตว์ปีก 48,128 ตัว พื้นที่การเกษตร จำนวน 639,556 ไร่ ถนน 182 สาย สะพาน 27 สาย ฝาย 3 แห่ง วัด 98 แห่ง โรงเรียน 103 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 9 แห่ง สถานที่ราชการ 13 แห่ง
ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในแม่น้ำมูลคลี่คลายลงแล้ว 14 อำเภอ เหลือ 11 อำเภอที่น้ำยังท่วมอยู่ มีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 5 อำเภอที่อยู่ติดลำน้ำมูล ส่วนจุดพักพิงผู้ประสบภัย คงเหลือ 46 จุด อพยพออกนอกพื้นที่ 6,394 ครัวเรือน 20,083 คน การดำเนินการช่วยเหลือจัดชุดเคลื่อนที่เร็วทางบกและทางเรือ จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนทั้งในที่จุดพักพิง และที่ยังไม่อพยพออกจากบ้านเรือน และยังมีการใช้ชุดลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทหารตำรวจลงพื้นที่วันละ 4 ครั้ง ทั้งกลางวันและกลางคืน มีการมอบถุงยังชีพสิ่งของพระราชทานแก่ผู้ประสบภัยไปแล้ว 28,517 ชุด ยารักษาโรค 529 ชุด น้ำดื่ม 12,111 แพค การปฏิบัติการเรือท้องแบน จำนวน 130 ลำ เรือพลาสติก 200 ลำ เต็นท์ 105 หลัง ห้องสุขา 24 หลัง เครื่องสูบน้ำ 14 เครื่อง รถผลิตน้ำดื่ม 4 คัน และรถสุขา 13 คัน
สำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ ติดตั้งที่สะพานข้ามแม่น้ำมูล อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.โขงเจียม จำนวน 260 เครื่อง ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง มีแนวโน้มปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง และเปิดทางน้ำเพิ่มโดยการระดมกำลังทหารจากมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ และจิตอาสา รื้อผักตบชวา และขุดลอกกุดปลาขาว เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลผ่านตัวเมืองอุบลฯ อีกหนึ่งเส้นทาง
จากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุบล ราชธานี แม้จะท่วมหนักแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่พี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานี ได้รับก็คือธารน้ำใจจากพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ ที่ส่งกำลังใจให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ทั้งส่วนของภาครัฐ และประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู และมูลนิธิอื่นๆ อีกหลายแห่งต่างเดินทางมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผล กระทบอย่างต่อเนื่อง

