หลังจาก คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 เห็นชอบให้ผู้ป่วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)รับยาที่ร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ขย.1) เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. กล่าวว่า การดำเนินงานนโยบายนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ป่วยไม่ต้องรอคิวรับยานาน และได้รับคำแนะนำใช้ยาอย่างมีคุณภาพ โดยเริ่มนำร่องในโรงพยาบาล จำนวน 50 แห่ง ร้านขายยา ขย.1 จำนวน 500 แห่ง ทั้งนี้ เบื้องต้นกำหนดขอบเขตจ่ายยาให้ผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค คือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด จิตเวช หรือโรคเรื้อรังที่ไม่มีความซับซ้อนในการดูแล และให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ป่วยที่จะรับยาที่โรงพยาบาลหรือที่ร้านยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รับยาจากร้านยา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และยาที่ได้จะเป็นยาเดียวกับที่ได้รับจากโรงพยาบาล
สำหรับงบประมาณใช้ 153 ล้านบาท เป็นค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของร้านยา 70 บาทต่อครั้ง (อ้างอิงตามประกาศค่าบริการกระทรวงสาธารณสุข ปี 2560) และค่าจัดบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการร่วมกับร้านยา เหมาจ่ายอัตรา 33,000 บาทต่อร้านยา 1 แห่งต่อปี

ด้าน นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัด สธ. กล่าวว่า สธ.ได้ร่วมกับ สปสช. สภาเภสัชกรรม สมาคมเภสัชกรรมชุมชน ดำเนินโครงการให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยาไปรับยาที่ร้านขายยา ขณะนี้มีการเตรียมความพร้อม ทั้งในส่วนของโรงพยาบาล ร้านขายยา การพัฒนาระบบบริการ โดยจะนำร่องในร้านยา 500 แห่งทั่วประเทศ ที่เป็นเครือข่ายของโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป 50 แห่ง ซึ่งจะเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยา และลดการครอบครองยาเกินความจำเป็น เนื่องจากข้อมูลประมาณการในระดับประเทศพบผู้ป่วย 19.2 ล้านคน ครอบครองยาเกินความจำเป็น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางคลัง 2,349 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.7 ของอัตราการบริโภคยาทั้งหมดของประเทศ ปัจจุบันมีร้านขายยา ขย.1 จำนวน 17,000 แห่งทั่วประเทศ หากร้านยาสนใจเข้าร่วมโครงการ ประสานงานได้ที่โรงพยาบาลแม่ข่าย กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ สปสช.เขต ในพื้นที่
ด้าน นพ.วัชรพงษ์ รินทระ แพทย์ประจำคลินิกหมอครอบครัว (PCC) วัดหนองแวงพระอารามหลวง โรงพยาบาล (รพ.) ขอนแก่น หนึ่งในหน่วยบริการที่ร่วมโครงการ “รับยาใกล้บ้าน เภสัชกรใกล้ใจ” กล่าวว่า เป็นโครงการที่ช่วยลดความแออัด และทำให้แพทย์มีเวลาคุณภาพในการพูดคุยให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยมากขึ้น
“ช่วงแรกๆ พีซีซีวัดหนองแวงมีคนไข้ 30 เคสต่อวัน แต่ปัญหาคือ คนไข้มารับบริการเพิ่มมากขึ้นทุกปี จนปัจจุบัน 150-200 เคสต่อวัน แทนที่จะเป็นคลินิกหมอครอบครัว กลับเหมือนยกแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) จากโรงพยาบาลมาไว้ที่นี่แทน เวลาพูดคุยให้คำแนะนำคนไข้ก็น้อยลง โอกาสที่คนไข้มีความรู้ดูแลตัวเองได้ก็หมดไป จนกระทั่งมีร้านยาในพื้นที่รับผิดชอบของพีซีซีเข้าร่วมในโครงการ 2 ร้าน ซึ่งเป็นโอกาสดีของคนไข้ เพราะจะมีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่ควบคุมความดันและเบาหวานได้ดี สามารถกินยาตัวเดิม แต่แทนที่มาแล้วจะกลับได้ทันทีก็ต้องมานั่งรอ 3 ชั่วโมง ซึ่งถ้าไปร้านยาเสียเวลาแค่ 30 นาที สามารถเอาเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่นได้ จึงเริ่มเสนอให้ลองไปรับที่ร้านยาใกล้บ้าน ช่วงแรกมี 20-30 ราย แต่ช่วงหลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” นพ.วัชรพงษ์กล่าว และว่า โครงการนี้ Win-Win-Win เพราะพีซีซีมีคนไข้น้อยลง มีเวลาคุณภาพมากขึ้น ส่วนผู้ป่วยก็ไม่ต้องเสียเวลารอนาน ขณะที่ร้านยานอกจากมีมาตรฐานแล้ว ยังได้มีส่วนร่วมดูแลคนในชุมชน ซึ่งขณะนี้ให้รับยา 2 โรค คือ เบาหวาน ความดัน ต่อไปจะขยายให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอาการคงที่ไปรับยาที่ร้านยาด้วย

ด้าน ภญ.ธัญญาพร ตันเจริญ เภสัชกรประจำร้านยาคุณภาพธัญญาพรเภสัช อ.เมือง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการนี้มา 2 ปี เพราะเห็นความลำบากของผู้ป่วยที่ตื่นเช้า กว่าจะรับบัตรคิว กว่าจะได้พบแพทย์ กว่าจะรับยา ต้องใช้เวลานาน และส่วนใหญ่ที่ไปรับบริการก็เป็นผู้สูงอายุ คนทำงาน ขณะที่ร้านยาเองมีเภสัชกรอยู่ประจำ น่าจะสามารถให้ข้อมูลเรื่องการใช้ยาได้ดี และช่วยลดระยะเวลาในโรงพยาบาลได้
“รูปแบบการดำเนินการก็ไม่ยุ่งยาก เพราะโรงพยาบาลจะบรรจุยาส่งมาให้ สิ่งที่ร้านยาต้องทำคือ ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง แล้วโทรแจ้งผู้ป่วยให้มารับยา แต่สิ่งที่ต่างจากการเป็นเมสเซนเจอร์คือ ร้านขายยาที่ร่วมโครงการนี้สามารถให้ความรู้และทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ยาที่ดีที่สุด คนไข้ก็รู้สึกดี มีความสุข เพราะไม่ต้องรอนาน สะดวก ร้านยาก็ได้ทำงานบริการซึ่งเป็นวิชาชีพ ในแง่ธุรกิจจะเป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น และนึกถึงเราเวลาเจ็บป่วย” ภญ.ธัญญาพรกล่าว

ขณะที่ ภญ.พัชรินทร์ ทัศนวัฒน์ เภสัชกรประจำร้านยาฟาร์ม่าพลัส หนึ่งในร้านยาที่ทำงานร่วมกับคลินิกครอบครัววัดหนองแวง กล่าวว่า นอกจากบทบาทการช่วยคลินิกครอบครัวจ่ายยา เติมยาแก่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อาการคงที่แล้ว ร้านยายังช่วยดูแลในเรื่องยาเหลือ เพราะผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังมักมียาเหลือ อาจจะเกิดจากการใช้ยาที่ไม่สม่ำเสมอ ร้านก็จะให้คำแนะนำเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการใช้ยามากขึ้น ส่วนของยาที่เหลือนั้น ถ้ายังใช้ได้ก็จะลดทอนยาใหม่ที่จะจ่ายให้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายทางด้านยาของโรงพยาบาลด้วย นอกจากนี้ ยังช่วยให้คำแนะนำเรื่องการใช้ยาที่ละเอียดมากขึ้นกว่าในโรงพยาบาล เมื่อให้คำปรึกษาไประยะหนึ่ง ผู้ป่วยจะเกิดความไว้วางใจ สบายใจที่จะพูดคุยและให้ความร่วมมือในการดูแลตัวเองมากขึ้น เช่น การแนะนำให้เลิกบุหรี่ เป็นต้น

เมื่อถามความพึงพอใจกับผู้ป่วยที่ใช้บริการ นายวิศิษฎ์ วัชระขจร อายุ 69 ปี หนึ่งในผู้ที่รับบริการตรวจรักษาโรคที่ รพ.ขอนแก่น กล่าวว่า พักอาศัยในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 10 กิโลเมตร (กม.) ป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเข้าร่วมโครงการรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านมาเป็นเวลากว่า 1 ปี ปกติเวลาไปโรงพยาบาลจะออกจากบ้านประมาณ 06.30 น. กว่าจะผ่านกระบวนการต่างๆ จนได้ใบสั่งยาเพื่อยื่นที่ห้องยาก็ประมาณ 11.00 น. และใช้เวลาอีก 30-60 นาที ในการรอรับยา จะไปกินข้าวก็ไปไม่ได้ เพราะกลัวเสียคิว แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว ประหยัดเวลามาก กลับบ้านได้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง โดยยื่นใบสั่งยาที่ห้องยาแล้วกลับบ้าน หลังจากนั้น 1-2 วัน ก็ไปรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน ซึ่งห่างกันเพียง 2 กม. ข้อดีอีกอย่างคือ เมื่อไปรับยาที่ร้าน เภสัชกรจะวัดความดันและให้คำปรึกษาในการใช้ยาอย่างเป็นกันเอง รู้สึกสบายใจที่จะซักถามข้อสงสัยต่างๆ

ส่วน นางณัฐรดา มงคลสุวรรณ กล่าวว่า สามีป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ใช้สิทธิบัตรทอง ต้องรับยาทุก 4 เดือน ก็ใช้วิธีไปตรวจที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น แล้วหลังจากนั้น 1-2 วัน ก็ไปรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน
“ตอนนี้เปิดร้านขายรองเท้าอยู่ในตลาดโบ๊เบ๊ ขอนแก่น ถ้าไปรับยาที่โรงพยาบาล ต้องรอคิวนาน กว่าหมอจะตรวจเสร็จ กว่าจะได้ยาก็ 3-4 ชั่วโมง บางทีเราก็ไม่มีเวลา ต้องรีบกลับไปเฝ้าร้าน บางทีก็รู้สึกเหนื่อย อยากพักผ่อน พอไปรับยาที่ร้าน ใช้เวลาแป๊บเดียว เพราะร้านอยู่ใกล้บ้าน รับยาเสร็จก็กลับไปเฝ้าร้านต่อ เภสัชกรร้านยาก็ให้คำแนะนำทุกอย่างเหมือนในโรงพยาบาล แต่ดีตรงที่เราไม่ต้องรอนาน แถมรู้สึกอุ่นใจด้วย” นางณัฐรดากล่าว
ล่าสุด นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. บอกว่า โครงการรับยาที่ร้านเป็นนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ที่ต้องการให้ประชาชนได้รับประโยชน์และมีทางเลือก หลังจากนี้อีก 3 เดือน จะมีการประเมินผลเบื้องต้น เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบต่อไป

