‘หมอ’ ชี้ แค่แอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็เสี่ยงตายแล้ว

23.09.19 | 18:04 น.

“หมอ” ชี้ แค่ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เสี่ยงตายแล้ว ไม่แนะดื่มไว ดื่มเยอะ ดื่มมาก พบอาการสำลักต้องรีบช่วย อย่าทิ้งผู้ป่วยนอนราบ

เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงคำแนะนำในการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม ภายหลังผลชันสูตรพลิกศพกรณี น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ หรือลันลาเบล พริตตี้สาวสวย พบว่าเสียชีวิตจากการดื่มสุรา โดยพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 418 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ว่าก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขเคยจัดทำข้อเสนอ และคำแนะนำสำหรับบุคคลที่ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์และการดื่มอย่างไรให้มีความปลอดภัย และได้มีการจัดทำเป็นหนังสือเมื่อปี 2560 โดยหลักการสำคัญคือ ทุกคนไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรและเครื่องยนต์

นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า สำหรับอาการที่เกิดขึ้นจากการดื่มนั้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล แม้ว่าจะมีการกำหนดระดับปริมาณแอลกอฮอล์แล้วก็เป็นการกำหนดลักษณะคร่าวๆ เทียบ 1 หน่วยมาตรฐานสำหรับการดื่มที่เหมาะสมจะเท่ากับ เบียร์ 1 กระป๋อง ไวน์ 1 แก้ว หรือขนาด 100 ซีซี หรือเหล้า 1 แก้ว หากบุคคลทั่วไป เมื่อดื่มตั้งแต่ 2 หน่วย หรือ 2 กระป๋องขึ้นไป จะทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดขึ้นสูงถึง 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่อาการแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น คนผอมและคนอ้วน คนที่ดื่มบ่อยกับคนที่ไม่เคยดื่ม คนที่ดื่มไวและดื่มช้า คนที่ดื่มผสมกับคนที่ดื่มแบบนั่งแช่ เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับขนาด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทางกฎหมาย หากขับขี่ยานพาหนะถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่ขับขี่ ระดับดังกล่าวผู้ดื่มกำลังครึกครื้น สนุกสนาน ร่าเริง แต่เมื่อกินถึง 4 หน่วย หรือประมาณ 4 กระป๋อง ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เพิ่มพฤติกรรมเสี่ยง เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เกิดความรุนแรงทางอารมณ์ เพราะขาดความยับยั้งชั่งใจ

“เมื่อดื่มไปจนถึง 12 หน่วย หรือ 3 เท่า ระดับปริมาณแอลกอฮอล์จะทะลุขึ้นไปถึง 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเริ่มสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว การพูดจา เดินเซไปเซมา และเมื่อดื่มขึ้นไปจนถึง 16 หน่วย หรือประมาณ 4 เท่า จะทำให้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเพิ่มขึ้นเป็น 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้เกิดปัญหาง่วงซึม เมื่อดื่มมากขึ้นถึง 24 กระป๋อง หรือ 32 กระป๋อง จะเริ่มมีความเข้มเทียบเท่ากับเหล้า 1 แบน จะทำให้หมดสติ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า ย้ำว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยความผันแปรแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนจะมีความสามารถในการกำจัดแอลกอฮอล์ได้ถึง 15-20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง แต่บางคนมีความสามารถกำจัดเร็ว แต่การดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด การดื่มไว และดื่มในระยะเวลาสั้นๆ อย่างรวดเร็ว การดื่มในขณะท้องว่าง การกินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จะยิ่งทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความสามารถกำจัดได้ช้า ทำให้กดระบบประสาท มีผลเสียต่อระบบหายใจและหัวใจ และหลอดเลือด ทำให้บางคนเสียชีวิตได้ ส่วนการดื่มเหล้าแบบเพียวไม่ผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่นก็ทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง มากกว่าการผสมที่จะมีการเจือจางความเข้มข้นของเหล้า หรือเมื่อดื่มขณะท้องว่างก็จะทำให้เกิดการดูดซึมอย่างรวดเร็ว แต่หากดื่มควบคู่กับการรับประทานอาหาร ก็ช่วยขัดขวางการดูดซึม และการค่อยๆ จิบก็จะมีโอกาสที่จะขับถ่ายแอลกอฮอล์ได้ ไม่เหมือนกับการกระดกพรวด ก็จะได้รับแอลกอฮอล์ในเลือดอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น เพราะร่างกายขับออกไม่ทัน

Advertisement

เมื่อถามว่าปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับหรือไม่ นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า แน่นอนว่าเกินระดับ 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้หมดสติและนำไปสู่การเสียชีวิตได้แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคนด้วย เช่น คนอ้วน คนผอม คนที่มีโรคประจำตัว โดยอาการเสี่ยงที่นำไปสู่การเสียชีวิต เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณสูงนั้น ผู้ดื่มมักจะมีอาการสำลัก หรืออาเจียน ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนราบเด็ดขาด การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควรให้ผู้ป่วยนอนตะแคง ปลุกผู้ป่วยให้ตื่น เพราะอาการสำลักจะทำให้เกิดการอุดตันในหลอดลม ทำให้ระบบการหายใจและระบบไหลเวียนเลือดปกติล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้ ฉะนั้น เมื่อเจอคนเมาจึงต้องปลุกให้ตื่น และสิ่งสำคัญคือ ความเชื่อว่าให้คนเมาไปอาบน้ำนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด รวมถึงไม่แนะนำให้ดื่มกาแฟเพราะจะมีผลต่อระบบประสาท

นอกจากนี้ นพ.สุวรรณชัยกล่าวถึงคำแนะนำเบื้องต้นว่า ก่อนอื่นต้องทำให้คนเมามีสติ พยายามปลุกให้ตื่น หากรู้สึกตัว ไม่มีอาการสำลัก แนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ แต่ต้องกันไม่ให้สำลัก และถ้าเริ่มหมดสติ จะต้องดูว่าหายใจหรือไม่ เพื่อจะได้ทำการกู้ชีพให้ถูกวิธี และหากรู้ขั้นตอน ต้องรีบหาคนช่วยและรีบโทรสายด่วน 1669 ทันที โดยอย่าทิ้งผู้หมดสติไว้ตามลำพัง