‘อนุทิน’ ส่งมอบน้ำมันเดชาล็อตแรก 5 พันขวด ให้ รพ.ศรีประจันต์ ลั่น ‘กัญชาเสรี’ ถึงครึ่งทางแล้ว

25.09.19 | 14:32 น.

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 25 กันยายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ร่วมประชุมทางไกลผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อมอบนโยบายการนำน้ำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ในโครงการตามติดลักษณะการใช้และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้น้ำมันกัญชาในทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ของตำรับหมอพื้นบ้าน สูตรอาจารย์เดชา หรือ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี และหมอพื้นบ้าน ในโรงพยาบาล 22 แห่ง ที่เข้าโครงการ พร้อมกับมอบใบรับรองหมอพื้นบ้านให้แก่นายเดชา ขณะเดียวกัน นายเดชาได้มอบเอกสารสูตรตำรับน้ำมันเดชาให้แก่นายอนุทิน เพื่อให้ตำรับดังกล่าวเป็นสมบัติของชาติในการช่วยเหลือดูแลสุขภาพประชาชน นอกจากนี้ นายอนุทินยังส่งมอบน้ำมันกัญชาล็อตแรก 5,000 ขวด ให้แก่โรงพยาบาล (รพ.) ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยมี นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายเดชา ศิริภัทร หรืออาจารย์เดชา นายยืนยง โอภากุล หรือ “แอ๊ด คาราบาว” นางรสนา โตสิตระกูล และเครือข่ายประชาชน ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายอนุทินกล่าวว่า ได้มอบให้กรมการแพทย์แผนไทยฯ ทำโครงการวิจัยติดตามลักษณะการใช้และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้น้ำมันกัญชาในทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตำรับหมอพื้นบ้าน สูตรอาจารย์เดชา ซึ่งผลิตโดยกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา ให้ดำเนินการผลิตน้ำมันกัญชา ขนาดบรรจุ 5 ซีซี เพื่อใช้ในโครงการวิจัยฯ 3,300 ลิตร จำนวน 660,000 ขวด ให้แก่โรงพยาบาลที่มีบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยและเข้าร่วมในโครงการวิจัยฯ เบื้องต้นมีจำนวน 22 แห่ง ส่วนการวิจัยติดตามผลการดูแลผู้ป่วยที่ใช้น้ำมันกัญชาฯ สูตรอาจารย์เดชา ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและวิจัยตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ เพราะได้รู้ผลของการรักษา ข้อดี หรือข้อเสียจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยผู้ป่วยจะได้รับการตรวจประเมินค่าทำงานของ ตับ ไต คุณภาพชีวิต อาการไม่พึงประสงค์ ทั้งนี้ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาให้ได้ตำรับที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย เหมาะกับผู้ป่วยในแต่ละกลุ่มโรคต่อไป

“ต้องขอบคุณอาจารย์เดชา ที่มีคุณูปการในการรักษาผู้ป่วยด้วยน้ำมันกัญชาตามตำรับการรักษาแผนพื้นบ้าน ท่านไม่หวงและได้มอบสูตรการทำสารสกัดกัญชาให้กับประชาชนคนไทยทุกคน ให้เป็นสมบัติของชาติผ่านกระทรวงสาธารณสุข ผลที่จะเกิดขึ้นจากนี้ให้เป็นตัวพิสูจน์ ทุกอย่างให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ยึดความปลอดภัยต่อผู้ใช้เป็นหลัก คงต้องใช้เวลาหลังจากเปิดการรักษา ถ้าดีก็ทำต่อไม่ดีก็ยกเลิก” นายอนุทินกล่าว

Advertisement

นายอนุทินกล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นกฎหมายกัญชาต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า เป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับกัญชาเสรีทางการแพทย์ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และสมาชิกพรรค ภท.ทุกคนได้ลงชื่อตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันกำลังเข้าสู่กระบวนการเพื่อให้เป็นญัตติ คาดคงไม่ทันการประชุมสภาสมัยนี้ โดยพรรค ภท. จะติดตามและเร่งรัดต่อไป ซึ่งความรวดเร็วขึ้นอยู่กับผลการนำกัญชาไปใช้ทางการแพทย์ โดย สธ.ได้มีนโยบายให้แพทย์ ทำการรักษาผู้ป่วยโดยใช้สารสกัดจากกัญชา ภายใต้คำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ขณะที่แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกก็สามารถใช้สารสกัดกัญชารักษาผู้ป่วยได้ หากผลของการใช้มีประสิทธิภาพมาก และมีการบันทึกผลอย่างเป็นหลักฐานชัดเจน จากนั้นก็จะเร่งรัดให้เกิดกฎหมายฉบับใหม่ได้เร็ว

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนเครือข่ายที่มีการเรียกร้องให้ขยายเวลานิรโทษกรรมนั้น เรื่องนี้ก็จะรับไปพิจารณา แต่ขอฝากถึงประชาชนที่ยังแอบใช้น้ำมันกัญชาใต้ดิน ว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะขณะนี้ได้มีสารสกัดกัญชาถูกกฎหมายแล้ว เพียงไปยังโรงพยาบาลและให้แพทย์วินิจฉัยโรคเพื่อสั่งจ่ายยา ไม่ใช่ขอใช้ยากัญชาโดยตรง ส่วนแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกสามารถใช้ตำรับยาสูตรแผนไทย โดยแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ที่ผ่านการอบรมจะเป็นผู้สั่งจ่ายยา ควบคู่กับการแผนปัจจุบัน ทั้งนี้ ย้ำว่ากัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่เสรีให้ประชาชนทั่วไปใช้ และเมื่อประชาชนเกิดความเข้าใจในการใช้อย่างถูกต้อง และมีผลการใช้รักษาชัดเจน ก็จะนำไปสู่การปลูกกัญชาบ้านละไม่เกิน 6 ต้น กลายเป็นผักสวนครัว สมุนไพร ส่วนการตอบคำถามว่าควรจะขยายเวลานิรโทษกรรมหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นแล้ว หากเราเข้าถึงการรักษาจากกัญชาได้อย่างถูกต้อง ตอนนี้นโยบายกัญชาเสรี ได้เสรีมากว่าครึ่งทางแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ใช้เกณฑ์การวัดความรู้ความเข้าใจของประชาชน นายอนุทินกล่าวว่า ดูจากฐานข้อมูลของการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงประสิทธิภาพในการใช้ โดยได้ผลและไม่ได้ผลขึ้นอยู่กับการบริหารของผู้อำนวยการแต่ละโรงพยาบาล ส่วนผลิตภัณฑ์ก็เพิ่งทยอยส่งไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ขณะเดียวกัน สธ.ยังร่วมกับหน่วยงาน สถาบันการศึกษา และวิสาหกิจชุมชนในการร่วมกันปลูกกัญชา เพื่อนำมาสกัดเป็นสารสกัดทางการแพทย์​

ด้าน นพ.มรุตกล่าวว่า ขณะนี้กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร สามารถผลิตน้ำมันเดชาได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล็อตแรก 5 พันขวดนี้ได้ส่งมอบให้แก่ รพ.ศรีประจันต์ เพื่อให้เกียรติแก่ อ.เดชา ด้วย ซึ่งการขนส่งทาง รพ.ศรีประจันต์ได้จัดเตรียมรถแอมบูแลนซ์ที่มีการติดจีพีเอส ติดกล้องวงจรปิดตามมาตรฐานการขนส่งยาเสพติด และได้รับการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้วมาขนส่งกลับไป ส่วนโรงพยาบาลอื่นๆ อีก 21 แห่ง ในวันที่ 26 กันยายนนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ จะส่งน้ำมันเดชาให้แก่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อเป็นหน่วยในการกระจายไปยังโรงพยาบาลที่เหลือ ซึ่งตั้งเป้าว่าจะกระจายให้ทุก โรงพยาบาลจำนวน 600 ขวด แต่เบื้องต้นจะจัดส่งก่อน 450 ขวดต่อแห่ง และหลังจากนี้จึงค่อยทยอยจัดส่งเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าปลายสัปดาห์นี้ก็สามารถส่งกระจายได้ และไปถึงโรงพยาบาลในช่วงต้นสัปดาห์หน้า คาดว่าวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ก็จะสามารถเริ่มใช้ในคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยได้

นายเดชากล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งรายชื่อผู้ป่วย 40,900 กว่าคน ให้แก่ สธ.เรียบร้อยแล้ว ขนาดพื้นที่ห่างไกลอย่าง จ.แม่ฮ่องสอน ก็ยังมีถึง 22 คน ซึ่งการที่ สธ.รับไปดูแลและให้ไปรับน้ำมันเดชาตามโรงพยาบาลก้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึง ไม่ต้องเดินทางมาหาตน ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกล ซึ่งก้ต้องขอบคุณที่ทำตามสัญญา คือ ใช้สูตรของตน นำมาใช้รักษาทุกโรค เพราะเป็นในเชิงวิจัย หากผู้ป่วยยินยอมและลงชื่อรับทราบ ซึ่งตรงนี้เป็นเพราะนายอนุทินทำตามสัญญาไว้ อย่างไรก็ตาม เสนอว่าการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ยังมีการใช้น้อย เพราะมีการจำกัดกลุ่มโรคไว้แค่ 4 กลุ่ม และใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่ง อภ.ผลิตได้เป็นหมื่นขวด ตนมองว่าใช้ทั้งปีก็คงไม่หมด จึงอยากขอว่า การปลูกกัญชาร่วมกับ ม.แม่โจ้ ที่สธ.ต้องรับซื้ออยู่แล้ว และจะผลิตออกมาได้เป็นล้านขวด จะนำมาให้กรมการแพทย์แผนไทยฯ ในการผลิตยากัญชาแผนไทยแทนดีกว่าหรือไม่ เพราะน่าจะมีการใช้จำนวนมากกว่า ทั้งนี้ มองที่ประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง ก็จะเห็นว่าควรนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านไหนมากกว่ากัน นอกจากนี้ การใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทย จะทำให้ไทยก้าวหน้ามากกว่าประเทศอื่น เพราะหากเน้นแผนปัจจุบันเราคงตามชาติอื่นไม่ทัน แต่การกล้าลองใช้ในทางการแพทย์แผนไทยในเชิงวิจัยที่กำลังทำอยู่นี้ ภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี ก็จะได้ความรู้และข้อมูลเบื้องต้นว่าสามารถนำมาใช้ในการรักษาอะไรได้บ้าง

นายเดชากล่าวว่า สำหรับรูปแบบการใช้น้ำมันเดชานั้น จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.บรรเทาอาการ เช่น ปวด ชัก สั่น แนะนำให้ใช้หยอดใต้ลิ้น หรือหยอดหู ซึ่งจะดูดซึมไปใช้ได้เร็วกว่า โดยจำนวนหยดจะใช้จนกว่าจะหายจากอาการ สำหรับอาการปวดหัวอาจใช้การหยอดทางหูได้ ส่วนอาการปวดอื่นๆ อาจเลือกการหยอดใต้ลิ้น ซึ่งรุปแบบนี้ไม่ได้ใช้ในการรักษาอาการ และ 2.การรักษาอาการป่วย ซึ่งหลักการจะเป็นการใช้น้ำมันกัญชาเพื่อให้ร่างกายหลับอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนและซ่อมแซมตัวเองจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ไม่ใช่การรักษาโรคติดเชื้อ ซึ่งเบื้องต้นในผู้หญิงให้เริ่มที่ 3 หยด ส่วนผู้ชายเริ่มต้นที่ 5 หยด ซึ่งความเข้มข้นของน้ำมันเดชาถือว่ามีความเข้มข้นต่ำ หรือโลว์โดส ทำให้สามารถหาปริมาณที่ต้องใช้อย่างเหมาะสมได้ ซึ่งเบื้องต้นจะให้หยอดใช้ที่โรงพยาบาลก่อน เพื่อดูอาการข้างเคียง หากไม่มีอาการอะไรก็ให้กลับไปใช้ที่บ้านได้ แต่หากมีอาการก็ต้องปรับโดส

“อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้แล้ว เช่น 5 วัน แล้วอาการไม่ดีขึ้น ก็อาจเพิ่มปริมาณขึ้น 2 หยด แล้วมาดูอาการว่าดีขึ้นหรือไม่ ช่วยให้หลับอย่างเหมาะสมหรือไม่ หากมีอาการมึนงงก็ให้ลดลง 1 หยด เพื่อหากจุดที่พอดีของโดส แต่เมื่อใช้ไปสักพักแล้วร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง หากใช้แล้วไม่ดีขึ้นก็ให้เพิ่มโดส หรือหากมีอาการมึนก็ให้ลดโดสลงจนกว่าจะเจอขนาดที่เหมาะสมกับร่างกาย ทั้งนี้ ขวดน้ำมันเดชาได้ผลิตขึ้นให้สามารถใช้ออกมาทีละหยดได้ แต่เพื่อความแม่นยำ อาจใช้หยดลงช้อนก่อนที่จะนำมาใช้หยอดใต้ลิ้นได้ หรืออาจให้คนอื่นหยอดให้” นายเดชากล่าว

สำหรับโรงพยาบาล 22 แห่ง ที่มีบริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทยและร่วมในโครงการวิจัยฯ มีดังนี้ เขตสุขภาพที่ 1 รพ.เด่นชัย จ.แพร่, รพ.เถิน จ.ลำปาง เขตสุขภาพที่ 2 รพ.บางกระทุ่ม ,รพ.นครไทย จ.พิษณุโลก เขตสุขภาพที่ 3 รพ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ,รพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี เขตสุขภาพที่ 5 รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม,รพ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ,รพ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เขตสุขภาพที่ 6 รพ.เฉลิมพระเกียรติฯ จ.ระยอง เขตสุขภาพที่ 7 รพ.พล จ.ขอนแก่น เขตสุขภาพที่ 8 รพ.พระอาจารย์ฝั้นฯ, รพ.วานรนิวาส, รพ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ,รพ.ห้วยเกิ้ง จ.อุดรธานี ,รพ.หนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู เขตสุขภาพที่ 9 รพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ เขตสุขภาพที่ 10 รพ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ,รพ.พนา จ.อำนาจเจริญ เขตสุขภาพที่ 11 รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี เขตสุขภาพที่ 12 รพ.ป่าบอน จ.พัทลุง เขตสุขภาพที่ 13 รพ.การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน