“สึนามิดิจิทัล” ภัยใหม่ คน (ทั่ว) เมือง

29.09.19 | 16:49 น.

ในยุคของโลกดิจิทัลเราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เราเดินไปถึงที่หมายที่ตั้งเป้าเอาไว้ให้ดีที่สุด เร็วที่สุด และแข็งแกร่งที่สุด

ซึ่งเทคโนโลยีมีสารพัดประโยชน์ก็จริง แต่ก็ใช่ว่า จะมีแต่ประโยชน์เท่านั้น

ในด้านโทษ และผลเสีย หากเอามาใช้อย่างไม่ถูกที่ถูกทาง ก็ย่อมมีโทษมหันต์เช่นเดียวกัน

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บอกว่า ปัจจุบันนี้ทุกคนกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เรียกว่า ยุคโลกป่วน จากการทำลายล้าง หรือดิสรัปชั่น (Disruption) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำลายล้าง (Disrupt) ที่เกิดจากเทคโนโลยี ซึ่งท้ายที่สุดมันก็จะกลับมาดิสรัปต์ พฤติกรรมของคนภายใต้โลกใหม่นี้เอง

Advertisement

เชื่อว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกมหาศาล ประเด็นสำคัญคือ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือป่วนลักษณะนี้เกิดขึ้นมา เราจะมองให้เป็นโอกาสและมีการปรับตัวให้สามารถอยู่กับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรได้บ้าง ซึ่งการเตรียมการรับมือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกับ 7 ปัจจัยเสี่ยง ที่เรียกว่า สึนามิดิจิทัลŽ ที่ท้าทายการพัฒนาคนและจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง คือ

1.การปรับเปลี่ยนของอาชีพ (Career Migration) เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา บางอาชีพอาจจะหายไป จึงทำให้คนในยุคนี้ต้องเน้นการเพิ่มทักษะ ปรับเปลี่ยนทักษะ หรือพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา 2.การเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มีการจ้างงาน (Jobless Growth) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนระบบดิจิทัล หรือข้อมูล ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 3.ความแตกต่างทางด้านทักษะ (Skill Divide) คนที่มีทักษะจะถูกแบ่งออกมาเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คนที่มีทักษะทางด้านดิจิทัล และเทคโนโลยี (High Tech) และคนที่มีทักษะด้านบริการ และไม่มีทักษะทางด้านดิจิทัล ทำให้ต้อง หางานที่สอดคล้องกับทักษะของคนทั้งสองกลุ่มนี้ 4.เกิดการแข่งขันเพื่อแย่งคนเก่ง (Competing for Talents) สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานทั่วโลกจะพยายามดึงดูดคนเก่งให้เข้าไปเรียน หรือทำงานอย่างรุนแรง ดังเช่นที่ว่า ถ้าเก่งจริง เดี๋ยวก็มีคนมาซื้อตัวŽ 5.การใช้ชีวิตที่หมุนเวียน (Multistage Life) จากแนวคิดที่ว่ารูปแบบการใช้ชีวิตของคนจะเริ่มจากการเรียน จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่การทำงาน แล้วจึงใช้ชีวิต ตามลำดับ แต่ในอนาคตการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตของคนหนึ่งคน จะวนเวียนอย่างต่อเนื่อง คนสูงอายุก็จะมาเรียนรู้ใหม่ หรือคนที่ทำงานไปแล้วก็อาจใช้ชีวิต และกลับมาทำงานใหม่ได้ 6.การลงทุนในทรัพยากรทางด้านปัญญา (Intellectual Capital Investment) ปัญญา หรือคน ถือเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด ต่อไปการวางแผนแรงงาน และการวางแผนแรงงานปัญญา จะมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการทำงานอย่างมาก และ 7.อาชีพแห่งอนาคต การพัฒนาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะนำมาสู่อาชีพที่เป็นที่ต้องการในอนาคตมากมาย เช่น นักวิทยาศาสตร์ทางด้านข้อมูล หรือวิศวกรทางด้านปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น

รัฐมนตรีว่าการ อว. บอกด้วยว่า นอกจากการพัฒนาคนข้างต้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การปรับกระบวนการทำงานต่อไป จะทำงานแบบเก่งคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ และทำงานแบบเครือข่าย เพื่อมาร่วมกันพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน

“ผมขอเสนอแนวคิดที่เรียกว่า NEA ในการมาปรับใช้ในการทำงาน N มาจาก Nobody owns หรือไม่มีใครเป็นเจ้าของ E มาจาก Everybody can use it หรือทุกคนสามารถใช้ได้ และ A มาจาก Anybody can improve it หรือทุกคนสามารถนำไปพัฒนาต่อได้ แนวคิดนี้นับว่าเป็นแนวคิดพื้นฐานของการสร้างระบบนวัตกรรมแบบเปิด ที่สามารถให้คนทั่วไปมาร่วมรังสรรค์นวัตกรรมกันได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ คือหลักคิดพื้นฐานของไทยแลนด์ 4.0 และการที่เราจะนำพาประเทศก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างแท้จริงนั้น ก็ต้องเริ่มจากการ ปฏิวัติความคิด ปฏิรูปตนเองž ของแต่ละบุคคลก่อน ต้องมองไปข้างหน้า กล้าคิด กล้าเสี่ยง แล้วลงมือทำเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่า และท้ายที่สุดจะนำมาสู่การรังสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ เพราะการเปลี่ยนแปลง สิ่งท้าทาย หรือความปั่นป่วนจะวิ่งเข้ามาหาเรามากขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยน คนอื่นก็จะมาเปลี่ยนเราเองในที่สุด”Ž รัฐมนตรีว่าการ อว.กล่าว

สึนามิดิจิทัลŽ คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ เตรียมรับมือกันให้ดี