กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Surakit Kaewmorakot” ได้โพสต์คลิปวิดีโอจำนวน 2 คลิป เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม โดยมีความยาวรวมกันกว่า 5 นาที เผยให้เห็นชายรายหนึ่งนั่งคร่อมจักรยานยนต์บริเวณหน้าร้านบิ๊กซี มินิ ภายในปั๊มน้ำมันบางจาก ปากซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 7 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ ได้พูดคุยกับชายที่ยืนสวมหมวกกันน็อก 2 คน ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.5 จะเข้ามาขอตรวจปัสสาวะของชายที่นั่งคร่อมจักรยานยนต์ แต่ชายรายดังกล่าวขอดูใบแสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจึงจะยินยอมให้ตรวจปัสสาวะ แต่ชายทั้งคู่กลับไม่มีใบแสดงตนว่าเป็นตำรวจ จึงได้เกิดการโต้เถียงกันขึ้น นั้น
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีดัวกล่าว ว่า ได้รับรายงานจาก สน.ประเวศ ว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ได้รับแจ้งเหตุจะมีการทะเลาะวิวาทกันหลายคน ภายในปั๊มบางจากถนนเฉลิมพระเกียรติฯ ซอย7 จึงเดินทางไปตรวจสอบพบคู่กรณีจำนวน 2 ฝ่ายโดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจาก บก.น.5 และฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ทั้งคู่ไม่สามารถคุยกันรู้เรื่อง โดยฝ่ายผู้ต้องสงสัยอ้างว่าฝ่ายสืบสวน บก.น.5 ไม่ได้แสดงบัตร ทำให้ฝ่ายที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ยอมให้ตรวจหาสารเสพติดและได้โทรตามญาติมากันหลายคน จนจะเกิดเหตุทะเลาะและเกิดปัญหาวุ่นวาย โดยเบื้องต้นฝ่ายสืบสวนได้แสดงบัตรข้าราชการให้ดู แต่อยู่ในช่วงกำลังวุ่นวายจึงให้ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันกลับออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการทำร้ายร่างกายกันและเหตุอื่นแทรกซ้อน
โดยในประเด็นแรก ต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่งว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องจากเหตุการณ์นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดใด อย่างไร และประเด็นต่อมาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น การขอตรวจค้นนั้น ตามหลักกฎหมายกรณีอยู่ในเครื่องแบบ หรือ กรณีนอกเครื่องแบบ ก็จะมีการแสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ใจ และกระทำการตรวจค้นในลักษณะที่เหมาะสมตามขั้นตอนของกรอบกฎหมายที่กำหนด
พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปกระทำการในลักษณะที่บกพร่อง หรือ เกินกว่าที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้ ก็จะดำเนินการทางวินัยและอาญาที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฎิบัติไปตามกรอบกฎหมายและอำนาจหน้าที่ ในการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง ก็คงต้องให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน
โดยหากพี่น้องประชาชนพบการกระทำในลักษณะดังกล่าว สามารถขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัว เพื่อความบริสุทธิ์ใจ หรือขอตรวจสอบบัตรประจำตัว เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงหรือไม่ เพื่อเป็นการป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ที่ผ่านมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการมาโดยตลอด ตำรวจต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วไปปฏิบัติหน้าที่เหลื่อมล้ำกับกฎหมาย โดยหากเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ทาง ผบ.ตร.ยอมรับไม่ได้ ไม่เลี้ยงไว้อยู่แล้ว ซึ่งหากพบการกระทำความผิดสร้างความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนต้องเอาผิดให้ถึงที่สุด ทั้งทางวินัยและอาญา แต่หากเป็นกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าตำรวจ คอยสร้างความเดือดร้อนต่อพี่น้อง ประชาชน อีกทั้งเป็นการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อองค์กร ต้องเร่งสืบสวน ติดตาม จับกุม ให้ได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับตำรวจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน

