ศาลอุทธรณ์ยืนตามชั้นต้น จำคุก ‘ลุงวิศวะ’ 10 ปี ชี้เริ่มต้นก่อเหตุวิวาท-เจตนายั่วโทสะ

10.10.19 | 18:26 น.

จากกรณีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี หรือลุงวิศวะ ถูกกลุ่มวัยรุ่นกรูเข้าล้อมรถเก๋ง และพยายามเข้าทำร้าย ที่บริเวณสามแยก ถนนอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 นายสุเทพจึงใช้ปืนยิงสวนเพื่อป้องกันตัว เนื่องจากในรถมีเด็กเล็กและคนแก่ เป็นเหตุให้นายนวพล หรือปอน ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เสียชีวิต ต่อมา วันที่ 27 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกนายสุเทพ 15 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 10 ปี ปรับคดีอาวุธปืน 2,000 บาท จ่ายค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทย์นั้น


เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 10 ตุลาคม ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 ศาลจังหวัดชลบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 52 ปี ในฐานะจำเลยคดีฆ่าผู้อื่น เดินทางมาพร้อมภรรยา เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3544 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ และ น.ส.มณีพร ผึ่งผาย มารดาของผู้เสียชีวิต เป็นโจทก์ร่วม และนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ จำเลย ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า

เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้มาจอดที่หน้าร้านขายของฝาก กีดขวางทางออกของจำเลยแล้วมีการโต้เถียงกันนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีถ้อยคำพูดที่ไม่สุภาพจากฝ่ายใด แต่หลังจากจำเลยกะพริบไฟใส่รถยนต์ตู้และบีบแตรหลายครั้ง จำเลยเริ่มใช้คำพูดไม่สุภาพ ในลักษณะยั่วโทสะของผู้ตาย โดยขณะนั้นจำเลยมีอาวุธปืนของกลางอยู่ใกล้ตัว แสดงว่าจำเลยและภริยามีโทสะ และพร้อมที่จะมีเหตุวิวาทกับพวกของผู้ตาย

การที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าเหตุการณ์ในขณะนั้นมีปากเสียงกันเพียงเล็กน้อยและจบลงแล้วจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้และรถยนต์เก๋งออกไปแล้ว หากจำเลยมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจอารมณ์ร้อนบ้าง โดยจอดรถรอสักพักหนึ่งก่อนเพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุทะเลาะวิวาทในคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้ บีบแตรยาวใส่ แสดงให้เห็นว่าจงใจเจตนายั่วโทสะพวกของผู้ตาย มิใช่การบีบแตรเตือนดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์

Advertisement

จำเลยขับไปอยู่ด้านหน้า เมื่อพวกของผู้ตายซึ่งขับตามรถจำเลยมาบีบแตรยาว และเปิดไฟสูงใส่รถจำเลย เป็นการส่งสัญญาณความไม่พอใจและท้าทาย จำเลยก็ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถ เพื่อให้พวกผู้ตายขับชนท้าย และบีบแตรรถในลักษณะส่งสัญญาณโต้ตอบกลับไป อันเป็นการรับคำท้าทายของฝ่ายผู้ตายกับพวก ทั้งมีเจตนายั่วโทสะฝ่ายผู้ตายให้เพิ่มมากขึ้น และไม่กรงกลัวจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน เหตุที่จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนี้ก็เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แสดงให้เห็นถึงนิสัยและพฤติกรรมของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท

เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหันในลักษณะปาดหน้า และขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายและพวกมาตลอดเส้นทาง จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคนก็เริ่มเกิดความกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายและพวกด้วยน้ำเสียงดุดันในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่อง หรือให้เลิกแล้วกันไป แม้ฝ่ายผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมา ไม่ขาดตอนนับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษ

ตามพฤติการณ์ เป็นกรณีจำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท และเมื่อจำเลยยั่วโทสะท้าทายจนฝ่ายผู้ตายโต้ตอบ และสมัครใจร่วมวิวาทกับจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าฝ่ายผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุ และเมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น จำเลยจึงจำต้องชักปืนออกมายิงเพื่อป้องกันชีวิตของจำเลย และคนในครอบครัว อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฟังคำพิพากษาเสร็จ นายสุเทพได้ให้ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวเพื่อขอสู้คดีต่อในชั้นฎีกา ด้วยเงินสดจำนวน 874,000 บาท พร้อมกล่าวว่า ยอมรับในคำตัดสินของศาล แต่ต้องการสู้เพื่อให้ความจริงปรากฏ อีกทั้งตนยังมีปัญหาในเรื่องสุขภาพ เป็นโรคเบาหวาน และอีกหลายโรค

น.ส.มณีพร มารดาผู้เสียชีวิต กล่าวว่า รู้สึกพอใจต่อคำตัดสินของศาล ทำให้เห็นถึงความยุติธรรมมีจริง ซึ่งรู้สึกเหนื่อยมากกับการเดินทางมาศาลในระยะ 2 ปี โดยหลังเกิดเรื่อง ทางฝ่ายจำเลยก็ยังไม่ได้พูดคุยกันเลย รวมถึงไม่จ่ายสินไหมทดแทนอีกด้วย

ด้านนายวันชัย แสงสุวรรณ์ ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิต กล่าวว่า จำเลยมีสีหน้านิ่ง แต่ยังยืนยันต่อศาลว่าเป็นการป้องกันตัว แต่ศาลเห็นว่าจำเลยสมัครใจเข้าไปมีส่วนร่วมทะเลาะวิวาทมาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่อง จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือจำคุก 10 ปี