เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่โรงเรียนบ้านอาดัง เกาะหลีเป๊ะ ตำบลเกาะสาหร่าย จังหวัดสตูล ชาวเลชุมชนเกาะหลีเป๊ะ-อาดัง จำนวนกว่า 100 คน พร้อมด้วยตัวแทนโรงเรียน สำนักงานอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ตัวแทนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.)หรือสถานีอนามัย ประจำชุมชน เข้าประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนสถานะบุคคลของกลุ่ม ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยมีนางเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนสถาบุคคลฯและอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐาน ทรัพยากร เป็นประธานในการประชุมรับฟังปัญหาด้านต่างๆ
นางเตือนใจ กล่าวว่า จากกรณีที่ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะหลีเป๊ะเมื่อ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาทราบว่าขณะนี้ในชุมชนมีปัญหาเร่งด่วนหลายกรณีทั้งปัญหาที่ดิน ที่ทำกิน ที่จอดเรือและปัญหาการบริหารจัดการการท่องเที่ยว โดยล่าสุดทาง กสม.ทราบว่า มีเอกชนรายหนึ่งสร้างกำแพงและวางสิ่งกีดขวางปิดทางเข้าออกสาธารณะที่เชื่อม ต่อโรงเรียน และสถานีอนามัยส่งผลให้สมาชิกในชุมชนได้รับความเดือดร้อน กสม.จึงจัดลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาของชาวเลเป็นเวลา3วัน ระหว่างวันที่11-13มิถุนายน2559 เพื่อสรุปสภาพปัญหาและเรื่องร้องเรียน ก่อนจะเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมทำความเข้าใจคนในชุมชนและวางแนวทาง แก้ปัญหาข้อพิพาทด้านต่างๆต่อไป
นายพงษ์เพชร แก้วผนึก แพทย์ประจำอนามัยชุมชนเกาะหลีเป๊ะ กล่าวว่า เรื่องการปิดทางสาธารณะ ขณะนี้ตนได้แจ้งให้สาธารณสุขอำเภอประสานงานให้เอกชนเปิดทางกั้นและนำสิ่งกีด ขวางออกจากทางสัญจรระหว่างถนนในชุมชนกับโรงเรียนและอนามัย เนื่องจากเวลามีอุบัติเหตุฉุกเฉิน เช่น ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกทำร้ายร่างกาย โดยคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงจนบาเจ็บสาหัส แต่รถที่มาส่งผู้บาดเจ็บไม่สามารถผ่านทางดังกล่าวได้ ขณะที่ทางอนามัยเองมีรถกอล์ฟคอยบริการรับ ส่งคนไข้บางครั้งมีเด็ก คนแก่ ป่วยหนักชาวบ้านต้องขับรถมาส่งแล้วจอดปากทางเข้าใกล้กับโรงเรียนจากนั้นก็ ต้องช่วยกันแบก หาม คนไข้หรือพยุงตัวเดินมาช้าๆ ถ้าบางวันโชคดีป่วยกลางวันสามารถใช้อีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นทางเอกชนได้ แต่เปิดปิดประตูเป็นเวลาทำให้เวลากลางคืนส่งผู้ป่วยไม่ได้ ดังนั้นการปิดทางสาธารณะสร้างผลกระทบโดยรวม
“คือถ้าคนเกาะรู้จักเกาะดีก็รู้ทางลัดที่จะเดินผ่าน ก็พอช่วยกันได้ แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว หรือคนภายนอกไม่รู้ก็หาทางเข้าไม่เจอ เราต้องทำป้ายบอกทางเข้ามา ถ้ามีคนไข้หน้าหาดชาวเลหรือฝั่งซันไรส์บีช ก็พอลำเลียงทางตรงหน้าหาดมาได้นะแต่ก็ยังช้า เพราะมีนักท่องเที่ยวอยู่ประปราย หน้าไฮซีซั่นคือเดินทางไม่ง่ายนัก ปัญหาเรื่องนี้ผมเข้าใจทั้งสองฝ่ายนะ ทั้งชาวเลเองก็ลำบาก ส่วนเอกชนผมรู้นะว่า บางครั้งเขาเจอแกงค์ขับรถมอร์เตอร์ไซต์เสียงดังก่อกวนนักท่องเที่ยว ถ้าเข้ามาช่วงเมาก็เสี่ยงชนเด็กนักเรียน ชนนักท่องเที่ยว แต่การปิดทางนี้มันส่งผลกระทบภาพรวม ผมจึงอยากเสนอให้ กสม.รับทราบและย้ำกับจังหวัดอีกที ว่าเราลำบากเช่นไร และอยากให้หน่วยงานรัฐในพื้นที่ช่วยเจรจากับเอกชน ส่วนชุมชนเองผมอยากให้ทุกคนประชุมทำความเข้าใจร่วมกันว่า การขับขี่รถที่เป็นการก่อกวนไม่เหมาะสม ซึ่งหากชุมชนรับปากจะจัดการปัญหาดังกล่าวได้ เอกชนก็น่าจะยอมเปิดทางให้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นความขัดแย้งเพราะอนามัยกับโรงเรียน คือ พื้นที่สาธารณะ” นางพงษ์เพชรกล่าว

นายชัยยุทธ์ หาญทะเล กล่าวว่า ถ้าจะสร้างกำแพงหรือประตูกั้นชาวเลอยากเสนอผ่าน กสม.ว่าขอเป็นกำแพงหรือประตูรั้วชั่วคราว ไม่ใช่กำแพงคอนกรีตอย่างหนา เพราะการก่อสร้างถาวรแบบนั้นเป็นการปิดโอกาสสัญจรที่สร้างความลำบากแก่คน ทั้งเกาะ กรณีฉุกเฉินจะทำให้ผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นคนนอก คนในเกาะได้รับความลำบากและเป็นการจำกัดสิทธิของคนในพื้นที่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการท่องเที่ยวเติบโต ทุกอย่างเน้นความสะดวก สบายแก่นักท่องเที่ยว แต่ยามทุกข์เช่นนักท่องเที่ยวเจ็บป่วยจะไม่สามารถเข้าใช้บริการอนามัยได้
“คือผมขอพูดแบบประชดเลยนะ แต่ถ้าปิดทางขนาดนี้ ปิดโรงเรียนเลยดีกว่าไหม หรือเปิดระบบเดินเรือส่งคนไข้เลยไหม เพราะเราไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เพราะเราเสียสิทธิที่ดินอยู่อาศัยแล้วยังมาเสียทางสาธารณะอีกเรารับไม่ได้ แล้ว คนเกาะที่เป็นอูรักลาโว้ยตอนนี้โดนไล่รื้อนับ100คนแล้ว จะซ่อมบ้านก็ซ่อมไม่ได้เขาเอาตำรวจ เอาเจ้าหน้าที่จากไหนไม่รู้มาสั่งห้ามซ่อมบ้าน หาว่าเราสร้างบ้านบนที่เขา เราเสียเปรียบทุกอย่าง ผมอยากกราบเลยทุกหน่วยงานให้เหลือพื้นที่เพื่อลูกหลานพวกเราบ้าง และนักท่องเที่ยวเองเจ็บป่วยฉุกเฉินก็มาหาหมอที่นี่ ผมว่าทำแบบนี้ไม่ยุติธรรม ดังนั้นถ้าสร้างกำแพงหรือประตูชั่วคราวแล้ว เรายอมให้เปิดปิดเป็นเวลา แต่เราขอร้องว่าอย่างสร้างกำแพงถาวรเลย คิดว่าเห็นแก่คนเกาะ อยากให้ กสม.เอาเรื่องนี้คุยกับผู้ว่า กับทหารให้เข้าใจและเจรจากับเอกชนด้วย เพราะเอกชนเขาไม่คุยกับชาวเล” นายชัยยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากปัญหาร้องเรียนเรื่องเส้นทางสาธารณะแล้ว ชาวเลอูรักลาโว้ยได้นำปัญหาพื้นที่ทำกินในเขตอุทยานฯ และการเปิด-ปิดเกาะต่างๆเพื่อกิจกรรมดำน้ำของกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยชาวบ้านแจ้งข้อมูลกับ กสม.ว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบเรือเร็ว ( Speed Boat ) ของเอกชนนำนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ห้ามดำน้ำในช่วงโลว์ซีซั่น เช่น ที่หาดหินงามและบางส่วนที่เกาะอาดัง ซึ่งทางอุทยานฯ ประกาศว่าเป็นพื้นที่ห้ามดำน้ำช่วงพฤษภาคม-กันยายน แต่ปรากฏว่ายังมีเรือเร็วฝ่าฝืนกฎ ขณะที่เรือหางยาวของชาวเลที่ลักลอบนำนักท่องเที่ยวเข้าบริเวณดังกล่าว มักถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาห้ามเป็นประจำ
ทั้งนี้เวลา13.00น. ภายหลังการประชุมแล้วเสร็จ กสม.ได้ลงพื้นที่เกาะอาดัง เพื่อเยี่ยมบ้านชาวเลดั้งเดิมที่ยังมีบางส่วนตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในเขต อุทยานฯ โดย กสม.ได้รับรายงานข้อมูลว่าชาวเลบนเกาะอาดังส่วนมากมีอาชีพทำประมงสลับกับการ ขับเรือรับส่งนักท่องเที่ยว แต่ยังมีข้อพาทเรื่องการทำประมงในเขตหวงห้ามของอุทยานฯ อยู่ กสม.จึงได้สรุปข้อมูลไว้และเตรียมนำเข้าที่ประชุมร่วมกับหลายภาคส่วนในวัน ที่13มิถุนายน นี้ที่ศาลากลางจังหวัดสตูล


