‘ทนายบัญชา’ เสนอเเก้ กม.ให้ศาลมีอำนาจสั่งติดกำไล EM นักโทษเด็ดขาดชั้นดี แก้ปัญหาคนล้นคุก

14.10.19 | 09:59 น.

‘ทนายบัญชา’ เสนอเเก้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจสั่งติดกำไล EM ใช้นักโทษเด็ดขาดชั้นดีได้ ระบุ ใช้กับผู้ต้องขังเข้าเกณฑ์ แทนการถูกคุมขังแก้ปัญหาคนล้นคุก แต่ควรหามาตรการให้ได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพสร้างความมั่นใจ ชี้ ทำได้จริงมีประโยชน์หลายอย่าง ช่วยลดงบประมาณภาครัฐ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และทนายความชื่อดัง ในฐานะอนุกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบวุฒิสภา กล่าวเสนอเเนะถึงการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไล EM มาใช้แก้ปัญหานักโทษล้นคุกว่า เมื่อครั้งตนเป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. ได้ศึกษาข้อกฎหมายและปัญหาต่างๆ ในการนำกำไล EM มาใช้เพื่อควบคุมนักโทษโดยกำหนดคุณภาพของกำไล EM ไว้อย่างละเอียดรอบคอบ และได้รับความเห็นชอบจากมติที่ประชุมสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยรายงานดังกล่าวเก็บไว้ที่สำนักกรรมาธิการรัฐสภา เมื่อสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานอัยการสูงสุดได้นำกำไล EM มาใช้ปล่อยตัวนักโทษชั่วคราว ปรากฏว่าไม่มีสัญญาณแจ้งเตือน เมื่อถูกตัดทำลายหรือถอดออกจากข้อมือ และบางจุดอับสัญญาณ ไม่สามารถแสดงพิกัดที่ตั้งได้ เป็นเหตุให้ สำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานอัยการสูงสุดยกเลิกการใช้ ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่สื่อมวลชนเสนอข่าวต่อเนื่อง ทำให้นักโทษที่มีความประพฤติดีได้รับความเดือดร้อนทั้งที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ สำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด สร้างปัญหาให้นักโทษล้นคุกเหมือนเช่นเดิม กระทบการใช้งบประมาณแผ่นดินที่จะต้องใช้ในเรือนจำทั่วประเทศ

นายบัญชากล่าวอีกว่า เพื่อเร่งแก้ปัญหานักโทษล้นคุกให้บรรลุผล ขอให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องนำรายงานของคณะกรรมาธิการ สปท.มาศึกษาประกอบการพิจารณาหามาตรการในการจัดซื้อกำไล EM ที่มีคุณภาพและมีมาตรการป้องกันปัญหาต่างๆ ในการใช้กำไล EM เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักงานอัยการอัยการสูงสุดที่จะนำกำไล EM มาใช้อีกครั้งโดยเร็ว จะเป็นประโยชน์ราชการหลายประการตามที่ได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุม สปท. นอกจากนี้กำไล EM ยังมีประโยชน์มากมาย ดังเช่นสามารถใช้กับผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมที่ออกจากบ้านโดยลำพังไม่รู้ตัว ทำให้ญาติพี่น้องไม่สามารถติดตามตัวได้เป็นผู้สาบสูญตามคำสั่งศาลหลายคดี

สำหรับรายงานของนายบัญชา อดีต สปท.เรื่องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) มีหลักการเหตุผลสรุปดังนี้ ปัจจุบันมีนักโทษจำนวน มากขณะที่เรือนจำรองรับได้ไม่เท่ากับจำนวนนักโทษทำให้เกิดปัญหานักโทษแออัด ล้นคุก เรือนจำต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าอาหาร, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เฉลี่ยน่าจะวันละไม่น้อยกว่า 100 บาทต่อนักโทษที่ถูกคุมขัง 1 คน เมื่อนำตัวเงิน 100 บาทคูณด้วย 365 วัน เท่ากับ 36, 500 บาทต่อปี หากนำเครื่อง EM มาใช้ ค่าเช่าเครื่องและค่าบริการที่บริษัทเอกชนเรียกเก็บซึ่งได้รับแจ้งว่าน่าจะประมาณปีละไม่เกิน 12, 000 บาท ต่อ 1 คน เพราะเครื่อง EM ไม่จำเป็นต้องลงโปรแกรมจำนวนมาก เพราะเกินความจำเป็นที่จะใช้กับนักโทษ ดังนั้น จะประหยัดงบประมาณปีละหลายล้านบาทได้ทันที เจ้าหน้าที่เรือนจำจะได้ไปปฏิบัติหน้าที่ด้านอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการบริหารราชการเรือนจำซึ่งมีงานที่จะต้องทำจำนวนมาก และหากจะสร้างเรือนจำเพิ่มเติมแห่งใหม่จะต้องใช้งบประมาณมากกว่าหนึ่งพันล้านบาทต่อการสร้าง 1 เรือนจำ ยังไม่รวมค่าอาหาร, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถึงอย่างไรก็ยังไม่เพียงพอกับปริมาณผู้ต้องขัง ทำให้การแก้ไขปัญหาได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น และเสียเงินงบประมาณจำนวนมากจึงไม่คุ้มค่า โดยนักโทษส่วนใหญ่จะเป็นคดีผู้เสพยา ดังนั้น ผู้เสพยาถือเป็นผู้ป่วยหากพิจารณาความประพฤติเห็นว่านักโทษคนใดอยู่ในโครงการเครื่อง EM จะได้นำมาทำงานให้ทางราชการเช่นการก่อสร้างโครงการต่างๆ จ่ายค่าแรงให้ส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเครื่อง EM โดยควบคุมเฉพาะที่โครงการก่อสร้างและที่พักอาศัย ทำให้ผู้เสพยาไม่มีเวลาคิดที่จะเสพ เพราะต้องทำงานและเป็นการแก้ไขปัญหาผู้เสพยาได้ด้วย

รายงานยังระบุอีกว่า แม้ปัจจุบันราชทัณฑ์ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดซื้อหรือเช่าเครื่อง EM มาใช้กับนักโทษได้อย่างเพียงพอ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องรองรับโดยให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้นักโทษสามารถซื้อหรือเช่าเครื่อง EM มาใช้ โดยนักโทษต้องปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบเงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดไว้โดยเคร่งครัด โดยศาลจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป ตามหลักการและความเหมาะสม ซึ่งหากนักโทษคนใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขศูนย์ควบคุมเครื่อง EM จะส่งสัญญาณไปยังตำรวจท้องที่ เพื่อไปควบคุมนักโทษส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการต่อไป

Advertisement

“คงจะไม่มีนักโทษคนใดที่จะฝ่าฝืนเพราะตนเองเดือดร้อน โดยนักโทษที่มีสิทธติด EM เป็นนักโทษที่มีความประพฤติดี โดยศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าสมควรจะควบคุมโดยใช้เครื่อง EM เช่น จะต้องมีหน้าที่เลี้ยงดูบิดา มารดา ภรรยา บุตร ซึ่งเพิ่งตนเองไม่ได้และขาดผู้อุปการะ, นักโทษที่เจ็บป่วยและต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือนักโทษที่มีอายุมาก จำเป็นต้องรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองไม่เป็นภาระกับเรือนจำ จะเป็นการลดปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจำได้อย่างรวดเร็วทันที สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาคนล้นคุกได้ ซึ่งหากเห็นว่าข้อเสนอของตนในข้อใดที่ได้เคยยื่น สปท.มีประโยชน์ และหากโครงการนี้สามารถทำได้จะเป็นบุญกุศลมาก” นายบัญชากล่าวย้ำ