กรณีสำนักวิจัยซุปเปอร์โพลเผยแพร่ผลสำรวจประชาชนถึงความต้องการให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ในการช่วยเหลือประชาชนด้านต่างๆ ระบุว่าผลสำรวจภาคสนามความต้องการประชาชนด้านสุขภาพมากถึง ร้อยละ 65.9 ในการเข้าถึงการรักษาฟรี หมอดี ยาดี บริการดี สร้างเสริมสุขภาพ เพื่อรองรับการรักษาตัวของผู้ป่วยนั้น

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดและโฆษก สธ.กล่าวว่า สธ.ตั้งเป้าพัฒนาระบบบริการทุกระดับ ลดความเหลื่อมล้ำ ลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เพิ่มขีดความสามารถโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ป้องกันเจ็บป่วย ยกระดับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นหมอประจำบ้าน
นพ.ณรงค์ กล่าวว่า ในปี 2562 สธ.ให้บริการรักษาพยาบาลประชาชน แบ่งเป็น ผู้ป่วยนอก 193.2 ล้านครั้ง จผู้ป่วยใน 9.4 ล้านราย จัดทำแผนพัฒนา ระบบบริการ (Service plan) ครอบคลุมไปถึง 20 สาขา และพัฒนาโรงพยาบาลทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ที่มีคลินิกหมอครอบครัวและแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชน ขณะนี้มีจำนวน 1,180 แห่ง ครอบคลุมประชากร 13 ล้านคน ซึ่งในปี 2563 จะมีเพิ่มขึ้นเป็น 26 ล้านคน (ร้อยละ 40 ของประชากร) และมีคลินิกหมอครอบครัวเพิ่มขึ้น เป็น 2,600 แห่ง ในระดับทุติยภูมิ โรงพยาบาลชุมชนมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาหลัก และรับดูแลผู้ป่วยส่งต่อ ระยะหลังพ้นวิกฤตจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ในระดับตติยภูมิจะให้การดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะยุ่งยากซับซ้อน เป็นศูนย์เชี่ยวชาญครบในทุกเขตสุขภาพ เพิ่มศักยภาพของอุปกรณ์การแพทย์ชั้นสูงและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขา รวมทั้งในระดับโรงพยาบาลจังหวัด
“สำหรับในปี 2563 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณตามร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงินทั้งสิ้น 280,083.31 ล้านบาท โดยหน่วยงานในสังกัด สธ.ได้รับวงเงิน 139,550.29 ล้านบาท เพื่อรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ และงบประมาณในส่วนของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 140,533.42 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ” นพ.ณรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ นพ.ณรงค์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้มอบนโยบายให้ สธ. และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อให้ประชาชนสามารถ “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ร่างกายแข็งแรง ทําให้เศรษฐกิจประเทศแข็งแรง” โดยเน้นการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อไม่ให้ประชาชนเจ็บป่วย เพื่อนำงบประมาณไปพัฒนาระบบบริการสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องให้การรักษา นอกจากนี้ มีแผนที่จะเร่งเพิ่มศักยภาพของ หน่วยบริการทุกระดับ เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพิ่มขีดความสามารถของโรงพยาบาลชุมชน และ รพ.สต. จัดระบบการแพทย์ปฐมภูมิ ที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลอย่างทั่วถึง เพื่อลดความ เหลื่อมล้ำ ลดความแออัด ลดรอคอย ของโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ด้วยสมาร์ท ฮอสปิตัล (Smart Hospital) ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสารทางการแพทย์ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ อาทิ ระบบการแพทย์ทางไกล ระบบคิว ระบบส่งต่อ เชื่อมโยงข้อมูลบริการสุขภาพเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ประชาชนในการเดินทางไปพบแพทย์
นพ.ณรงค์ กล่าวว่า สำหรับโครงการที่เร่งรัด เพิ่มเพิ่มความสะดวกประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบ หืด และจิตเวช ด้วยโครงการรับยาใกล้บ้าน “ร้านยาชุมชนอบอุ่น” ซึ่งในปี 2563 ตั้งเป้าหมาย 50 โรงพยาบาล 500 ร้านยา และยกระดับความรู้ อสม. ให้เป็นหมอประจำบ้าน ดูแลสุขภาพในชุมชน สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ส่งเสริมการออกกําลังกาย และโภชนาการที่ถูกสุขอนามัย สำหรับการบริการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคสำหรับกลุ่มเป้าหมาย 48.26 ล้านคน โดยได้จัดวัคซีน สำหรับป้องกันโรคขั้นพื้นฐาน ตามแผนการให้วัคซีนของประเทศ วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังทุกกลุ่มอายุ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก ผู้พิการทางสมอง และจัดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก สำหรับกลุ่มเป้าหมายนักเรียนหญิงไทย รวมทั้งวัคซีนอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า และร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและคณะกรรมการพัฒนาสุขภาพชีวิตระดับอำเภอ บูรณาการเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับพื้นที่
“ทั้งนี้ ข้อมูลของประชากรสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2562 ครอบคลุมประชาชนร้อยละ 99.88 นับว่าเป็นการเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง ในอนาคตจึงมีแผนการส่งเสริมสุขภาพประชาชนตามกลุ่มวัย เพื่อให้ทุกคนใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง เพราะการป้องกันการเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่ดีกว่าการรักษา การรณรงค์ให้ประชาชนสร้างความรับรู้ ตระหนัก สามารถปฏิบัติตนได้ในการดูแลตนเองและ ที่สำคัญคือสามารถนำไปบอกต่อให้ผู้อื่นได้จึงเป็นเรื่องที่ สธ.จะต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด” นพ.ณรงค์ กล่าว

